Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘นานาทัศนะ’ Category

“หยุดให้ท้ายพันธมิตร”
คำ ผกา
มติชน สุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับ 1473
 

 

ปฏิกิริยาของแพทย์หลายสถาบันที่มีไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมมิใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์เป็นแน่ เพราะแพทย์เหล่านี้มีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมืองที่มากล่าวหามากมายนัก…

เวลาที่เด็กกระทำผิด ผู้ใหญ่อาจดุเด็กว่า “เดี๋ยวตีให้ตายเลย” แต่ก็ไม่เคยมีใครตีเด็กจนตายดังที่พูดสักราย เพราะผู้ใหญ่เพียงมีเจตนาสั่งสอนให้เด็กรู้ว่าตนกระทำผิดและให้มีความสำนึก เพื่อจะได้ไม่ทำผิดอีก…

เจตนารมณ์ที่สำคัญของหลายวิชาชีพในสังคม รวมทั้งแพทย์คือการลงโทษทางสังคม เพื่อเป็นการประกาศว่าไม่เห็นด้วยและต้องการประณามการกระทำที่ป่าเถื่อนและเป็นอนารยะของบุคคลเหล่านั้น มิได้มี “เจตนาฆ่า” อย่างที่บางคนพยายามยัดเยียดข้อหาให้…

แพทย์เหล่านั้นย่อมตระหนักในหน้าที่และมีคุณธรรมพอที่จะแยกแยะถูกผิด คงมิได้มองว่า “ตำรวจและนักการเมืองเลว” บางคน มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าที่จะให้การรักษาช่วยชีวิตเมื่อมีความจำเป็น แม้ว่าในทางกลับกัน ฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชนจะคิดกับประชาชนเช่นนั้นก็ตาม…

ว่าการประกาศไม่รักษาตำรวจและนักการเมืองเลว เป็นเพียง “สัญลักษณ์” ของการ “รังเกียจ” และ “ขยะแขยง” ต่อการใช้ความรุนแรง…

พวกเขาไม่ยอมรับรู้การซื้อเสียง ติดสินบนกลไกการเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม อันทำให้ได้รับเสียงข้างมากตามระบอบ “ธนาธิปไตย” พวกเขาท่องได้เพียงวาจาอมตะว่า “พวกเขามาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01141051&sectionid=0130&day=2008-10-14

“ถ้าเราชะลอระบบเศรษฐกิจลง ชะลองบประมาณ 3 ปีข้างหน้า ไม่มีงบซื้อที่ดิน สิ่งก่อสร้าง มีแต่งบเงินเดือน ค่าใช้สอย งบไม่ต้องขาดดุล และเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องกลัวคนรวย เศรษฐีหยุดเอากำไรเพียง 3 ปี อีกอย่างก็ยึดทรัพย์ และประหารชีวิตนักการเมือง 4-5 คน ยึดทรัพย์นักการเมืองสักล้านล้านบาท เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่ออาชญากรการเมืองถูกประหาร จะได้รู้หมู่รู้จ่า” ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าว

ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 (ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียน) 

ก่อนจะแสดงปฏิกิริยาต่อบางตอนของบทความ และบทพูดที่ยกมาข้างต้น ฉันจะย้อนกลับไปที่ความรู้สึกหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม

ถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ฉันพยายามที่จะไม่ตอบคำถามนี้ทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ เพราะมันง่ายมากที่จะด่วนประกาศออกไปว่า “รัฐบาลทรราชย์ฆ่าประชาชน” ดังที่กลายเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ และคำว่า “รัฐบาลทรราชย์” นั้นก็อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาโดยตลอดจนกระทั่งเราขึ้นป้ายให้รัฐกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล ส่วนประชาชนนั้นคือเหยื่อ คือผู้อ่อนแอที่มักจะถูกข่มเหงโดยรัฐอย่างไม่ชอบธรรมเสมอมา (แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปทุกรณี)

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือความขัดแย้งอันแหลมคมที่เกิดขึ้น ณ สยามประเทศ เวลานี้ มันเกิดจากเหตุที่มองด้วยตาเปล่าของสามัญชนอย่างเราไม่เห็นเว้นแต่ใครจะมีกล้องจุลทรรศน์จึงจะเข้าไปส่องวินิจฉัยจนเห็นเหตุเหล่านั้นได้ (และดูเหมือนนักข่าวต่างประเทศจะมีกล้องจุลทรรศน์ที่ว่า เราจึงได้พอได้อาศัยอ่านข่าวและบทความจากหนังสือพิมพ์อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งให้ทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่กระจะกระจ่างกว่าข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยหลายขุม)

กลับมาที่ความรู้สึก แน่นอนว่าทุกคนตระหนกต่อการสูญเสียชีวิต ร่างกาย แขนขา ดวงตาของคนที่คิดว่าได้ออกไปกู้ชาติ หรือขจัดการเมืองชั่วๆออกไปจากเมืองไทย เห็นใจตำรวจที่ออกไปทำหน้าที่ของตนเอง และหลายคนบาดเจ็บ และ เสียชีวิต ข่าวที่บอกว่าตำรวจคนหนึ่งถูกแทงด้วยด้ามธงจนทะลุกลางหลังยังตามหลอกหลอน (อย่าลืมว่าฉันเป็นผู้หญิงขวัญอ่อน)อยู่จนถึงวันนี้ และหลอนยิ่งขึ้นเมื่อยังมีคนพยายามจะบอกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรเป็นกลุ่มคนที่มาชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ

เราจำเป็นต้องมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าท่ามกลางการเรียกร้องให้ใช้ “สันติวิธี” (ที่ตอนนี้เกือบจะมีความหมาย – หรือไม่มีความหมาย- พอๆกับคำว่า “รักนะ จุ๊บ จุ๊บ” ที่วัยรุ่นชอบพูดกัน) ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนนั้น เครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอยู่ตลอดเวลาคือความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงของถ้อยคำที่ใช้ ปฏิเสธไมได้เลยว่าในการพูดบนเวทีพันธมิตรฯ นั้น คำที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือคำประเภท ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ (ล่าสุดพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงกับใช้คำว่า สัตว์นรก)

ไม่เพียงแต่ความรุนแรงอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ยังมีความรุนแรงอันเกิดจากการใส่ร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยไม่กับพันธมิตร โดยเฉพาะนักวิชาการที่วางตัวเป็นกลางและออกมาวิจารณ์พันธมิตร ต่างก็โดนแกนนำพันธมิตรฯ กระซากด้วยคำพูดที่รุนแรง หยาบคาย อาจารย์ ภูวดล ทรงประเสิรฐ นั้นออกมาด่าเพื่อร่วมอาชีพเสียๆหายราวกับหมาบ้า ที่สำคัญเรื่องที่ออกมาด่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใส่ไคล้ จนถึงขั้นโกหก หลอกลวงทีเดียว

เชื่อว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตร นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าเป็นสาวกทักษิณ รับเงินทักษิณ แล้ว รายการต่อไปคือโดน “ซ้อเจ็ด” ผู้อ้างว่าสถิตย์ อยู่ ณ ใต้เตียงของทุกคนในประเทศไทยออกมาเขียนถึงพฤติกรรมทางเพศ ความสำส่อน การผิดผัวผิดเมีย และอีกสารพัดความลากมกอุจาดเท่าที่คนอย่างซ้อเจ็ดจะจินตนาการขึ้นได้ ขอเพียงเพื่อจะดิสเครดิตศัตรูทางการเมือง

หากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน จิตใจ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาพวกเราต่างพากัน “ให้ท้ายพันธมิตร” ด้วยการ “เงียบ” แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ยอมที่จะออกมาพูดดังๆเพราะกลัวจะเปลืองตัว และกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายของทักษิณหรือเป็นพวกด้อยการศึกษาถูกหลอกล่อโดยนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเก่า กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกหน่อมแน้มไร้เดียงสาไม่รู้เท่าทันนักการเมือง

น่าสลดใจยิ่งกว่านั้น คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ ล้วนแต่เป็นคนเล็กๆที่เป็นเหยื่อของอุดมการณ์ที่บรรดาแกนนำปลุกปั่นขึ้นมา และถึงบัดนี้ ทั้ง สนธิ จำลอง สมศักดิ์ สมเกียรติ สุริยะไส ก็มีความสุขดีท่ามกลางกองเลือดสาวกของพวกตน และไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแม้แต่น้อยต่อการสร้างสถานการณ์พาคนไปตาย เพียงเพื่ออยากปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร ร้ายไปกว่านั้นยังพยายามที่จะป่าวประกาศว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมเพราะตั้งอยู่บนกองเลือดของประชาชน หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็บอกว่า จะไม่ฝ่ากองเลือดไปประชุมสภาฯ

เป็นอันว่า ต่างฝ่ายต่างใช้เลือดคนตายเป็นบันไดป่ายปีนไปหาผลประโยชน์ของตนอย่างเมามัน

ไม่เพียงแต่อ้างเอา “เลือด” ฝ่ายพันธมิตรฯ ยังอ้างคำว่า “ประชาชน” ซึ่งสำหรับคนรู้เรื่องประชาธิปไตยชั้นแค่ประถม (อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว) อย่างฉันเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่าคนที่มีความชอบธรรมจะอ้างคำว่าประชาชนได้มีแต่ตัวประชาชนเองเท่านั้นและช่องทางที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้คือเรายืนยันเสียงของเราผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการจัดตั้งเครื่อข่ายกลุ่มผลประโยชน์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาเพื่อคานอำนาจของคนที่ได้รับเสียงของเราไปแล้วกลับใช้เสียงนั้นไปในทางที่มิชอบ

คนที่ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ทั้งหันหลังให้กับรัฐประหารไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อมของเราทุกวันนี้ไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่ระแวดระวังต่อสิ่งที่เรียกว่า ทรราชย์เสียงข้างมาก หรือ the tyranny of the majority อันเป็นคำอธิบายอันโด่งดังของ Alexis de Tocqueville (1805-59) -ระบุชื่อและช่วงชีวิตของเจ้าของคำพูด เพื่อระลึกว่าโลกเขาตระหนักถึงจุดอ่อนประชาธิปไตยเสียงข้างมากมานานนักหนา ไม่ต้องรอให้แกนนำพันธมิตรมาชี้หน้าด่าคนไทยว่าไม่เข้าใจ “แก่น” ประชาธิปไตยและงมงายกับการเลือกตั้ง – และเพราะเราตระหนักในปัญหานั้น สิบกว่าปีที่ผ่านมาหลังจากที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เราจึงพยายามสร้างกลไกของระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เราจึงยอมรับการเมืองที่เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน , เครือข่ายสลัม, เครือข่ายป่าชุมชน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อ ฯลฯ (แต่ไม่ใช่ม็อบที่เต็มไปด้วยการปลุกระดมด้วยคำพูดโกหกหลอกลวงแถมพ่วงไสยศาสตร์ทั้งยังกระหายเลือดอย่างการชุมนุมของพันธมิตรแน่ๆ) แม้จะเตาะแตะต้วมเตี้ยม แต่พวกเราก็กำลังเรียนรู้

บทความ “เมื่อหมอไม่รักษาคนเลว” ของนพ. เกษม ตันติผลาชีวะ ที่พยายามจะแก้ต่างให้กับการออกแถลงการณ์ของแพทย์บางสถาบันที่ประกาศไม่รับรักษาตำรวจ ว่าเพื่อเป็นการลงโทษทางสังคมและเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ เหมือนที่แม่ดุลูกว่า “จะตีให้ตาย” แต่ไม่หมายความว่าจะตีลูกจนตายจริงๆ

คุณหมอขา…หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ…เอ๊ย คุณหมอคะ คำพูดอย่าง “จะตีให้ตาย” นั้นเป็นคำอุปมาอุปไมย เป็นโวหาร อย่างเดียวกับคำพูดที่ว่า “รักคุณเท่าฟ้า” คงไม่มีคนบ้าที่ไหนเชื่อว่า การบินไทยรักคุณเท่ากับพื้นที่ของผืนฟ้าจริงๆ เช่นเดียวกับคำพูดที่ว่า “อิ่มจนท้องจะแตก” และโวหารที่ทุกคนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันสามารถถอดรหัสได้ตรงกันหมดนี้คงไม่อาจเอาไปเทียบได้กับแถลงการณ์ที่หมอบอกว่าจะบอยคอตตำรวจด้วยการไม่รับรักษา เพราะมิเช่นนั้นแถลงการณ์ หรือการแถลงจุดยืนๆใดก็ตามในสังคมนี้ก็คงมีไว้เพื่อขำๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์อย่างนั้นหรือ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์บอยคอตคนใส่เฟอร์นั้นก็ทำไปขำๆเอง ใครเขาบอยคอตกันจริงเล่า อย่างนั้นหรือ?

ความจริงใจประการเดียวที่ฉันหาได้จากบทความของนพ. เกษมคือ ชื่อบทความที่บอกว่า “เมื่อแพทย์ไม่รักษาคนเลว” และอีกหลายข้อความที่ฉันขีดเส้นใต้ไว้อันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติอันไม่ปกติของคุณหมอ เช่นการอวดอ้างว่า แพทย์ย่อมมีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมือง หรือความพยายามในการยัดถ้อยคำอย่าง “ตำรวจและนักการเมืองเลว” ลงไปในบทความ หากคุณหมอมีวุฒิภาวะจริงย่อมตระหนักว่า คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นมักจะไม่ตัดสิน ผิด ถูก ดี เลวกันอย่างหยาบๆ ดังเช่นที่คุณหมอเขียนมา แม้แต่นักโทษที่อยู่ในคุกเรายังไม่อาจไปชี้หน้าว่าพวกเขาเป็นคนเลว เพราะคนเราย่อมกระทำการขัดต่อกฏหมายด้วยเหตุผลหลายร้อยหลายพันประการ ทั้งนาเห้นใจและไม่น่าเห็นใจ และอาจเป็นด้วยการพิพากษาอย่างหยาบนี้เองที่ทำให้คุณหมอเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงจากรัฐนั้นถือเป็นความเลว แต่อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงอันมาจากฝูงชน (ที่อ้างว่าทำในนามของประชาชน) ถือเป็นความดี เป็นการต่อสู้เพื่อพิทักษ์บ้านเมืองไปเสียหมด

หากทักษิณจะมีความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ ฉันคิดว่าความผิดนั้นคือเขาทำให้คนกลุ่มหนึ่งเกลียดชังเขาเสียจนสามารถทิ้งหลักการ เหตุผล ปัญญา และใช้แต่อารมณ์แห่งความเกลียดชังนั้นผลักดันให้พูด และทำ ในสิ่งที่ไม่น่าจะพูดและไม่น่าจะทำ บนฐานของมรดกทางอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำฝ่ายขวาไทยที่พยายามสร้างภาพประชาธิปไตยไร้สมรรถภาพ (สงสัยต้องเอาไวอะกร้าช่วย) บวกภาพนักการเมืองฉ้อฉล ต่ำช้า สุดท้ายมรดกที่เราต่างดื่มกินกันอยู่ทุกวันนี้คือ ความไม่ไว้ใจระบอบการเลือกตั้งและลึกๆแล้วโหยหาการปกครองที่เข้มแข็งเด็ดขาดพร้อมอาญาสิทธิ์ของผู้ปกครองที่มาในมาดของผู้มีบุญและปลอดซึ่งผลประโยชน์ทั้งปวง แต่ถามหนึ่งคำถามว่า ในโลกใบนี้มีคนที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากซึ่งผลประโยชน์ใดๆจริงหรือ ขอโทษ แม้แต่ผีที่ศาลพระภูมิยังเห็นแก่อาหารเซ่นไหว้และของแก้บน นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ขี้ก็เหม็นเหมือนกันทุกคนจะปลอดจากมลทินและผลประโยชน์

และเพื่อจะไม่เป็นการ “ให้ท้ายพันธมิตร” ด้วยการนิ่งเฉย ฉันได้ยกคำพูดของ ชัยอนันต์ สมุทวานิช นักวิชาการที่เคยน่านับถือแต่ก็ต้องสูญสิ้นความนับถือ (อย่างน้อยจากคนที่ไม่มีความหมายคนหนึ่งอย่างฉัน) เพราะไปยืนข้างพันธมิตรราวกับเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่ที่รู้จัก กอไก่ ขอไข่ (แต่ฉันเชื่อว่า ชัยอนันต์รู้ว่าตนเองทำอะไร และรู้ด้วยว่าอุดมการณ์ที่ตนเองไปสนับสนุนอยู่นั้นฉ้อฉลต่อคนส่วนมากของประเทศแค่ไหน และนั่นทำให้เรายิ่งสูญความนับถือต่อเขา)

ฉันไม่อยากจะเชื่อว่านักรัฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยสามารถพูดจาชี้ทางสว่างให้กับปัญหาของการเมืองไทยว่าแก้ได้ง่ายๆ เพียงจับนักการเมืองเลวไปประหารชีวิต! มีแต่เด็กที่ยังดูดหัวแม่โป้งตัวเองอยู่เท่านั้นที่เชื่อในนิทานธรรมะปราบอธรรม เราเป็นฮีโร่มาช่วยโลกด้วยการจับสัตว์ประหลาดมาฆ่าทิ้งให้หมด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

มีแต่เผด็จการล้าหลังเท่านั้นที่เชื่อเรื่อง “หนักแผ่นดิน” และเชื่อว่า แผ่นดินจะสูงขึ้น เบาลง หากจับคน (ที่เราคิดว่า)ชั่วไปฆ่าทิ้งเสีย อาจารย์ชัยอนันต์คงอยากให้ฮิตเลอร์คืนชีพกระมัง จะได้มาช่วยสร้างค่ายกักกันนักการเมืองเลว

ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเหตุกาณ์ 7 ตุลาฯ คำตอบคือ รู้สึกว่า จะต้องกล้ามากขึ้นที่จะหยุดให้ท้ายพันธมิตรอย่างเปิดเผย และกล้าที่พูดถึงคนที่ถูกสังคมเชิดชูเสียจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส ที่นับวันจะเลอะเลือนเลื่อนเปื้อน หรือ นักรัฐศาสตร์ชั้นนำที่นำความผิดหวังมาสู่เรา

หวังว่าจะไม่มีใครออกไปตายสังเวยกลุ่มที่ใช้ชื่อเพื่อประชาธิปไตยแต่เรียกร้องให้โยนระบบการเลือกตั้งทิ้ง (เราเรียการเมือง30-70ว่าระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ?) และกำลัง exploit คำว่าประชาชนอย่างไร้ความละอาย

Advertisements

Read Full Post »

“3 หยุด”

“3 หยุด”

“ที่น่ากลัวคือการแปรความตั้งใจของสานเสวนาฯ หรือสันติประชาธรรม ทำให้เป็นภาพว่าพวกนี้เป็นกลาง ซึ่งถ้าทหารมาสวมความเป็นกลางเข้าไป เขาก็จะทำอะไรได้ ซึ่งอันตราย… สิ่งที่น่ากลัวกว่ารัฐประหารโดยเปิดเผย คือการรัฐประหารแบบใต้โต๊ะ under the table coup”

“มีหลายกลุ่มในประวัติศาสตร์เชื่อว่าสามารถเกิดสิ่งที่ดีงามจากความวุ่นวายความรุนแรงได้ ต้องมีการเสียสละ บาดเจ็บ พวกนักปรัชญาใช้คำเปรียบเทียบว่าเหมือนคลอดลูก มีสิ่งสวยงามออกมาต้องมีคนเจ็บคือแม่ แต่ผมกลัวว่ามันจะไม่มี order มันจะมีแต่ chaos และการสร้าง chaos อย่างนี้มันก็จะมีแต่ chaos ไปเรื่อยๆ

ท่ามกลางการปลุกกระแสที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงของ 2 ขั้ว นอกจากเครือข่าย “สานเสวนาเพื่อสันติธรรม” อันประกอบด้วยบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติยุติความรุนแรง นักวิชาการกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่อาจเรียกได้ว่าแนวหน้าของฝ่าย 2 ไม่เอา ก็ประกาศตั้ง “เครือข่ายสันติประชาธรรม” ซึ่งมีสาระที่ชัดเจน (กว่า) ว่า “3 หยุด” ได้แก่ หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน หยุดให้ท้ายพันธมิตร หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร

โปสเตอร์ที่พวกเขาเพิ่งพิมพ์เผยแพร่ อธิบาย 3 หยุดว่า

หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน – ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ นปช. และกลุ่ม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ต้องยุติการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน – หยุดเคลื่อนมวลชนเข้าปะทะกัน – หากประชาชนบาดเจ็บและล้มตาย ผู้นำพันธมิตรฯ นปช. และพล.ต.อ.สล้าง ต้องรับผิดชอบ

หยุดให้ท้ายพันธมิตร – การเมืองใหม่ของพันธมิตรคือเผด็จการคนส่วนน้อย – ข้อเสนอของพันธมิตรที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตรง คือการดึงสถาบันให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะส่งผลต่อความมั่นคงของสถาบันในระยะยาว – นักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน วุฒิสมาชิก และสื่อมวลชน ต้องกล้าวิจารณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายรัฐบาล และ นปช.อย่างเท่าเทียมกัน

หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร – การแก้ไขความขัดแย้งต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ใช่ด้วยอาวุธและความรุนแรง – รัฐประหารอีกครั้งจะนำประเทศไปสู่หายนะ – ผู้นำรัฐประหารต้องรับผิดชอบ หากเกิดการจลาจลและการนองเลือดของประชาชน

ข้อสำคัญ:หยุดรัฐประหาร

การสนทนากับ 3 หนุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ เป็นกันเองโดยธรรมชาติ แต่ได้มุมมองด้วย 3 หลักวิชาจาก อภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์, ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์

ที่เป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้งหมดเพราะเงื่อนเวลาทำให้ไม่สามารถนัดนักวิชาการสถาบันอื่นมาจอยกัน แม้เครือข่ายจะมีอาจารย์จากหลายสถาบัน

ขอถามก่อนว่าจุดยืนของเครือข่ายสันติประชาธรรมต่างจากสานเสวนาเพื่อสันติอย่างไร

ยุกติ  “สานสันติฯ ส่วนหนึ่งฉีกตัวเองออกมาจากพันธมิตร แต่เขาไม่หันกลับไปโจมตีพันธมิตร เหมือนกับว่าตอนแรกเขาก็กลัวเหมือนกัน และเหมือนกับเขาอาศัยกระแสพวกเรา”

อภิชาติ  “เฮ้ย เขาใหญ่กว่าเราเยอะ (หัวเราะ)”

ยุกติ  “เขาใหญ่กว่าแต่ message ของเราแรงกว่า คือพวกเราไม่มีตัวตนก็เลยพูดแรงได้ กล้าที่จะชี้ ขณะที่พวกเขาก็ยั้งๆ”

อภิชาติ   “เขามีสถานะ มีต้นทุนทางสังคม พวกเราไม่มีอะไร”

ประจักษ์   “ผมว่าข้อต่างใหญ่คือสานสันติเสวนาก็ยังวิจารณ์รัฐบาลเป็นหลัก โดยเฉพาะคำแถลงการณ์ของเขา จึงทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ  คนไม่เซ็นชื่อร่วม เราเห็นว่าเป็นความพยายามที่ดี แต่ถ้าถามถึงความต่างก็คือ เขายังเลี่ยงที่จะไม่วิจารณ์พันธมิตรอยู่ดี ของเราพูดไปเลยว่าสังคมต้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพันธมิตรด้วย ความขัดแย้งมาจากทั้ง 2 ฝ่าย สังคมไทยไม่ควรจะปิดตาแล้วนั่งวิจารณ์อยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ตรวจสอบหรือวิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่งเลย ความขัดแย้งนี้ไม่มีใครเป็นพระเอกผู้ร้ายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาพมันเทาๆ กว่านั้น”

“ที่เราพูดในข้อ 2 หยุดให้ท้ายพันธมิตร เป้าประสงค์สุดท้ายคืออยากให้เกิดสานเสวนา ซึ่งสานเสวนาไม่ว่าที่ไหนในโลกมันต้องวางอยู่บนพื้นฐานความจริงก่อน ถ้าไม่มีความจริงจู่ๆ จะไปสานเสวนาไม่ได้ แต่ละฝ่ายที่อยู่ในคู่ขัดแย้งยังไม่ยอมรับเลย มันต้องได้ข้อเท็จจริงที่รอบด้านว่าฝ่ายไหนผิดถูกมากน้อยแค่ไหน เอาแค่นี้ก่อน”

อภิชาติ  “วันก่อนแกนนำพันธมิตรบอกว่าเราจะไปสานเสวนาได้อย่างไร เรายืนอยู่บนความถูกต้อง มันเลยจุดมาแล้ว เราจะไปสานเสวนากับคนที่เป็นคนผิดได้ยังไง นี่เป็นการเคลมว่าฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด แบบขาวดำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราคิดว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีประเด็นทั้งนั้น การต่อสู้ที่แหลมคมในปัจจุบันเพราะเป็นการชนกันของชุดอุดมการณ์ 2 ชุด แต่ละฝ่ายถูกบ้างผิดบ้าง มันถึงยืดเยื้อยาวนาน  พอมันเป็นสีเทา มวลชนที่จะเข้าร่วมแต่ละฝ่ายไม่เคลียร์ อันนี้ก็ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย  อันนี้ก็อยู่บนอีกหลักการหนึ่ง  ฉะนั้น 2 ส่วนนี้มีทั้งถูกบ้างผิดบ้าง เมื่อภาพความเป็นจริงมันสีเทาแบบนี้ อุดมการณ์จึงผลักให้คนเลือกข้าง คุณไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นสีขาวสีดำ  อุดมการณ์จึงสำคัญ คนจึงเลือกข้างแทนที่จะเลือกประเด็น  คนเป็นกลางที่จะเชียร์ว่าประเด็นนี้ฝ่ายนี้ถูก ประเด็นนี้ฝ่ายนั้นถูก มันยาก มันต้องมีเวลาวิเคราะห์ถึงจะเลือกเชียร์ทีละประเด็นได้”

“เราคิดว่านี่คือจุดยืนข้อ 2 ของเรา เราต้องการตรงนี้ มันไม่ใช่อีกฝ่ายถูก อีกฝ่ายผิด ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีถูกและผิด  เพราะฉะนั้นข้อ 2 ของเราที่แหลมก็คือ ที่ผ่านมาสังคมชนชั้นกลาง up ในกรุงเทพฯ มันไม่เป็นกลางในความหมายนี้ คือด่าฝ่ายเดียว ก็เลยเป็นการให้ท้ายอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือทำให้เราแตกต่างจากสานเสวนาในความคิดผม”

แต่ข้อเรียกร้องโดยรวมไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ

ยุกติ  “เขาไม่มีข้อ 3 เขาไม่กล้าที่จะพูดถึง” ประจักษ์อธิบายว่าสานเสวนาฯ ไม่ได้พูดถึงการต่อต้านรัฐประหาร

ยุกติ  “ใจผมออกมาจากข้อสุดท้ายก่อนด้วยซ้ำ มันลากไปถึงข้อ 1 ก็เพราะว่าข้อ 1 เป็นเหตุที่มาที่ไป และสิ่งที่ต้องชี้คือถ้าพันธมิตรหยุด ส่วนอื่นๆ ยอมที่จะคุยด้วยได้มากกว่า และข้อสุดท้ายเป็นหัวใจที่ทำให้เกิดความกังวล”

อภิชาติ  “พวกเรามีจุดยืนที่สำคัญคือข้อ 3 ชัดเจนว่าเราไม่เอารัฐประหารทุกรูปแบบไม่ว่าคุณจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ มันคือการเปลี่ยนแปลงนอกหลักการ ไม่ว่าคุณจะรัฐประหารทางวิทยุหรือรัฐประหารด้วยรถถัง หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันนี้เราเคลียร์ว่าไม่เอา คุณจะทะเลาะกันยังไงก็ได้ อย่าให้มีคนตาย อย่ารัฐประหาร”

ยุกติ  “ถ้าประเด็นนี้ไม่มีน้ำหนัก สานเสวนาลากไปๆ มันเตะไปได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีประเด็นต้านรัฐประหาร อย่าลืมว่าคนเหล่านั้นเป็นคนที่เคยร่วมรัฐบาล คมช. ที่ผมบอกว่าเขาเกาะกระแสเราคือเขาไม่มีประเด็นแต่เขามีสถานะ  เป็นตัวละครที่พูดอะไรแล้วคนหันมาฟัง  แล้วเกาะขนาดไหน เกาะจนมีบันไดลงแล้วด้วย ก็คือหยุดให้ท้ายพันธมิตร บันไดลงคือคุณสามารถบอกได้เลยว่าฉันไม่เอาด้วยแล้ว”

ประจักษ์  “มันไปเสริมกันมากกว่า กลุ่มเราช่วยทำให้สังคมรับรู้ว่าประเด็นให้ท้ายสำคัญ ที่พันธมิตรยังคงยืนกรานไม่ยอมเจรจา จะแตกหักลูกเดียว เพราะที่ผ่านมาสังคมอุ้มชูโดยตลอด สื่อมวลชน นักวิชาการ กรรมการสิทธิฯ ที่ไปรีบออกแถลงและตรวจสอบฝ่ายเดียว ทำให้พันธมิตรรู้สึกว่าตัวเองถูกโอ๋ตลอดและตัวเองไม่ผิด ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ต้องเจรจากับใครทั้งสิ้น ถ้าอยากจะให้สานเสวนาจริงๆ สังคมต้องมีแรงกดดันที่จะตรวจสอบพันธมิตร และทำให้เห็นว่าเขาเองก็มีส่วนสร้างวิกฤติครั้งนี้ให้เเกิดขึ้นและเขาอยู่ในฐานะที่จะคืนความสงบสุขให้สังคมได้  ฉะนั้นถ้ารักพันธมิตรหรือห่วงใยภาคประชาชนต้องตรวจสอบและวิจารณ์เขาอย่างจริงๆ จังๆ”

ยุกติ  “พันธมิตรอยู่ได้ด้วย public opinion เป็นสำคัญ แล้ว public opinion ไปสร้างความคิดที่ว่าพันธมิตรเป็นภาคประชาชน ประเด็นสำคัญคือพวกนักวิชาการก็ยังคิดว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งพวกเราคิดว่าอีกฝ่ายเขาก็คือประชาชนเหมือนกัน  นปช.ก็ประชาชน แต่เขามีการยึดโยงกับอำนาจรัฐ  ฝ่ายพันธมิตรก็มีทั้งความเป็นรัฐและความเป็นภาคประชาชนอยู่ เขาเคยยึดอำนาจรัฐและเขาก็มีความเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐเหมือนกัน ถ้าเราตัดขั้วระหว่างประชาชนกับรัฐออกไป มันก็จะมีความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายที่อยากมีอำนาจรัฐโดยมีมวลชนสนับสนุน ถ้าพูดกันในฐานแบบนี้ ก็น่าที่จะพร้อมที่จะคุยกันมากกว่า ไม่ใช่ว่าเฮ้ยมันมีฝ่ายหนึ่งที่ได้เปรียบเสียเปรียบ”

อภิชาติ  “มันติดอยู่ในกรอบระหว่างรัฐกับประชาชน โดยไม่ได้มองว่าพันธมิตรก็เป็นรัฐส่วนหนึ่ง คือถ้ามองความเท่าเทียมกันในความหมายนี้ เป็นประชาชน 2 กลุ่มชนกัน อันนี้ก็โยงมาข้อ 3 ของเราว่าคุณก็ทะเลาะกันไปสิ แต่อย่าตีกัน ทหารอย่าออกมา กลไกรัฐต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถกเถียงกันไป แต่ที่มันถกเถียงไม่ได้ คือฝ่ายพันธมิตรไม่ยอมเจรจา มันมีบันไดให้เจรจาอยู่หลายครั้ง ก็ปัดทิ้งๆๆ มันเหมือนกับว่าเขาใช้สังคมเป็นตัวประกันแล้วยัดเยียดการเมืองใหม่ของเขา มันเสวนาไม่ได้ เขาจะเอาร้อยเปอร์เซ็นต์”

เราตั้งข้อสังเกตว่าที่ อ.ยุกติบอกว่าสานเสวนาฯ  เกาะกระแสนั้นน่าจะถูกต้อง เพราะนักวิชาการฝ่าย 2 ไม่เอายืนหยัดวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด 2 ปี ไม่ว่า อ.นิธิ อ.เกษียร หรือใครต่อใคร แต่เป็นเสียงข้างน้อยที่ยังไม่ดังพอ จนกระทั่งสังคมเริ่มตระหนัก เริ่มเบื่อทั้งสองฝ่าย สานเสวนาฯ ก็ก้าวเข้ามาพอดี

ประจักษ์  “ก็เป็นอย่างนั้น กลุ่มคนที่มาประกอบเป็นเครือข่ายสานเสวนาก็เป็นคนที่ตั้งใจดีกับสังคม เพียงแต่เขาก็ยังติดกรอบบางอย่างอยู่ เขาเข้ามาในจังหวะที่เห็นว่าเริ่มมีกระแสแล้ว ทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง อยากให้ความขัดแย้งนี้มีจุดสิ้นสุดสักที ที่สังคมถามคือจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งนี้อยู่ตรงไหน มันไม่มีสังคมไหนที่จะปล่อยให้เกิดภาวะอย่างนี้เป็นปีๆ ภาวะที่รัฐบาลเป็นอัมพาตบริหารประเทศไม่ได้ สังคมเกิดความแตกแยกอย่างหนัก คนคุยกันไม่ได้ มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ฉะนั้นผมว่าเครือข่ายสานเสวนาของ   อ.บวรศักดิ์เป็นตัวแทนของกระแสของคนที่ต้องการเห็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง”

เรา  “โดยเอาพื้นฐานจากนักวิชาการฝ่าย 2 ไม่เอา”

ประจักษ์  “ที่เคยพูดๆ กันมานานแล้ว เขาเห็นว่ามันมีคนที่ไม่เอาทั้ง 2 ฝ่ายจริงๆ”

อภิชาติ  “timing มันเป๊ะ มันออกมาพร้อมกัน แถลงข่าววันเดียวกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย”

ยุกติ  “เราก็คิดว่าถ้าถึงจุดสุกงอมแล้วนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ เราไม่อยากจะเห็นรัฐประหาร แล้วมาพูดทีหลังว่าเหมือน อ.เสน่ห์ (จามริก) ว่ามันเกิดขึ้นแล้วจะให้ทำยังไง ทำไมเราไม่บอกว่าก็อย่าให้มันเกิดขึ้นสิ”

เรา  “จุดยืนของเครือข่ายสานเสวนาเขาอาจจะยอมรับได้ ถ้ามีการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อให้มีนายกฯ คนกลาง”

อภิชาติ  “เป็นไปได้ แต่อันนั้นเราไม่เอาแน่”

ยุกติ   “ที่เขาประกาศออกมาเขาไม่ประณามใคร เสวนากันลูกเดียว ก็ไม่ชัดเจนเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร”

ประจักษ์  “ผมคิดว่ากลุ่มนั้นเขาก็มีความห่วงใยกระแสรัฐประหารเหมือนกัน ช่วงก่อนแถลงข่าวของกลุ่มเราและของเขาตอนนั้นกระแสข่าวรัฐประหารรุนแรงมาก ฉุนมาก ทุกคนคิดว่าเกิดแน่ ทำอะไรได้ก็ควรจะทำเพื่อจะอุดช่องไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้น เพียงแต่ท้ายที่สุดเขาไม่พูดออกมา จริงๆ แล้วความเคลื่อนไหวของเขาก็เริ่มมาจากความห่วงใยว่าจะเกิดรัฐประหาร”

ระวังรัฐประหารใต้โต๊ะ

อภิชาติ  “ระเบิดที่เพิ่งเกิดขึ้นชี้ว่าข้อเรียกร้องของทั้งกลุ่มเครือข่ายเราหรือกลุ่มนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่ถูก timing ระเบิดที่ลงไม่ว่าจากมือที่ 1 2 3  เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่ามือไหนทำ แต่ความหมายก็คือมีใครบางคนกระตุ้น ไม่ยอมรอแล้ว ต้องเผด็จ ยกระดับความรุนแรงขึ้น ในแง่หนึ่งเป็นการตีกันทั้งเครือข่ายสานเสวนาและกลุ่มพวกเรา เพราะกระแสสันติเริ่มขึ้น  ฉะนั้นต้องทำให้เกิดความไม่แน่นอน ความปั่นป่วน แปลว่าอะไร แปลว่าเขาไม่ยอมหยุด”

เรา  “ณ วันนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะยับยั้งความรุนแรงได้”

อภิชาติ  “สื่อเป็นตัวตอบสำคัญมาก บังเอิญเราได้พื้นที่สื่อครั้งนี้ ก่อนนี้เราทำก็ไม่ได้พื้นที่สื่อ สื่อมวลชนสำคัญมากที่จะต้องขยาย ซึ่งก็ดีที่เครือข่ายสานเสวนามีสมาคมนักข่าว สื่อมวลชนจะต้องมี commitment จะต้องมีจุดยืนแบบเรา ในความหมายขั้นต่ำก็คือทะเลาะกันไปแต่อย่าตีกัน  อย่าให้อำนาจนอกระบบเข้ามา  อย่าทำลายระบอบ ถ้าสื่อมวลชนจับตรงนี้แล้วช่วยกัน”

“แต่มีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ข้อเรียกร้อง 3 หยุดของเรา หยุดมวลชนปะทะกัน หยุดให้ท้ายพันธมิตร หยุดรัฐประหาร กลายเป็น 3 หยุดของเราคือ หยุดมวลชนปะทะกัน หยุดอนาธิปไตย และหยุดการรัฐประหาร ไม่มีหยุดให้ท้ายพันธมิตร (หัวเราะ) เขียนข่าวใหม่เลย”

ประจักษ์  “โอกาสที่จะทำรัฐประหารได้ก็คือทหารต้องดูว่ามติมหาชนยอมรับมากน้อยแค่ไหน อย่างคราวที่แล้ว 19 ก.ย. มันมีมติมหาชนที่ส่งสัญญาณว่ารัฐประหารได้ ทหารเลยกล้าทำ รัฐประหารสมัยใหม่ในโลกนี้ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีมติมหาชนส่งสัญญาณให้ทำ  ฉะนั้นมวลชนก็ต้องส่งสัญญาณอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร ถ้าเราอุดช่องทางไม่ให้แก้ปัญหาด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญอย่างการรัฐประหารและความรุนแรง ผมว่าที่เหลือสังคมไทยก็ยังพอไปได้ ให้เหลือแต่ทางในระบบแล้วก็สู้กันไปในระบบ”

เรา  “เป็นไปได้ไหมที่กระแสสังคมอาจจะเชียร์ให้รัฐประหารเงียบ เอาคนกลางมาเป็นนายกฯ เพื่อให้เกิดความสงบ”

ยุกติ  “ที่น่ากลัวคือการแปรความตั้งใจของสานเสวนาฯ หรือสันติประชาธรรม ทำให้เป็นภาพว่าพวกนี้เป็นกลาง ซึ่งตรงนี้ผมว่าน่ากลัว ถ้าทหารมาสวมความเป็นกลางเข้าไป เขาก็จะทำอะไรได้ ซึ่งอันตราย สิ่งที่เราพูดไป 3 ข้อ เราพูดกันตั้งแต่แรกว่าพยายามที่จะอุดช่องการรัฐประหาร นี่คือใจความสำคัญของเรา แต่กลายเป็นว่าตรงนี้มันไม่ออกมาก รู้สึกเป็นห่วง คล้ายๆ ว่าพอภาพความเป็นกลางเข้ามา ทหารพยายามที่จะสวมความเป็นกลาง”

ประจักษ์  “แต่ถ้าทหารออกมาทำรัฐประหารครั้งนี้อาจจะไม่กลางนะ ทหารจะกลายเป็นทหารของพันธมิตรทันที ตอนนี้กลุ่มเดียวในสังคมที่เรียกร้องรัฐประหารคือพันธมิตร”

เรา  “แต่ 2-3 วันนี้เราก็เห็นปรากฏการณ์ของชนชั้นนำที่ฉีกตัวจากพันธมิตร”

ประจักษ์   “ฉะนั้นพันธมิตรยิ่งเหลือช่องทางเดียวในการที่จะจบเกมครั้งนี้  หรือผลักดันการเมืองใหม่ของตัว ก็คือการรัฐประหาร คือพันธมิตรกำลังเคลื่อนไหวอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง ในฐานะที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมไม่สามารถยึดอำนาจรัฐด้วยตัวเองได้  เพราะไม่มีกองกำลังของตัวเอง มันไม่ใช่กองกำลังปฏิวัติ  ฉะนั้นถ้าต้องการเคลื่อนไหวแบบแตกหักและต้องการยึดอำนาจรัฐ social movement  มันทำไม่ได้  เขาต้องพึ่งพิงกองทัพ  แต่ปัญหาคือกองทัพไม่ใช่พันธมิตรเต็มตัวของเขา เป็นแค่พันธมิตรหลวมๆ  กองทัพก็มีผลประโยชน์ของตัวเอง มีสถาบันที่เขาต้องปกป้อง เขาต้องคำนวนว่าเข้ามาแล้วมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน สังคมไทยก็เลยค้างเติ่งเพราะพันธมิตรเผด็จศึกด้วยตัวเองไม่ได้”

เรา  “เป็นไปได้ไหมที่ชนชั้นนำจะฉวยกระแสความเป็นกลาง พลิกขึ้นไปทำเหนือชั้น แล้วกระโดดเข้ามาเป็นคนกลางขี่ม้าขาวแก้ปัญหา”

ประจักษ์  “สิ่งที่น่ากลัวกว่ารัฐประหารโดยเปิดเผย คือการรัฐประหารแบบใต้โต๊ะ ในต่างประเทศมีคำนี้ under  the  table coup เพราะมันไม่สามารถรัฐประหารโดยเปิดเผยได้แล้ว ยิ่งประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมาก  ยิ่งประเทศไทยถ้ามีรัฐประหารอีกเท่ากับมีรัฐประหาร 2 ครั้งในรอบ 2 ปี จะติดกลุ่มประเทศ top 5 ที่ไร้เสถียรภาพที่สุดในโลกทางการเมือง มันแทบไม่มีแล้วนะประเทศที่มีรัฐประหาร ฉะนั้นรูปแบบรัฐประหารแบบใต้โต๊ะเป็นรูปแบบใหม่ที่กองทัพบางประเทศในละตินอเมริกาใช้ คือกดดันอยู่ข้างหลัง จะไม่ทำอะไรที่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หรือละเมิดหลักนิติรัฐอย่างชัดเจน เพียงแต่ใช้อำนาจกดดันที่ตัวเองยังมีอยู่ ให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ  มีการล็อบบี้ หรือสร้างสถานการณ์เช่นความรุนแรงบนท้องถนน อันนี้เป็น pattern เลย ทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ปกครองไม่ได้ ต้องลาออกและเปลี่ยนขั้วอำนาจ มันเป็นแรงกดดันที่กองทัพสร้างขึ้น”

อภิชาติ  “อันนี้เราต้องระวังเพราะมันเริ่มมีสัญญาณว่าเขาจะทำ under the table ยังไง”

เรา  “มีกระแสข่าวว่าอาจจะใช้รูปแบบรัฐบาลแห่งชาติที่มีคนของพรรคพลังประชาชนร่วมด้วย แต่โดดเดี่ยวกลุ่มทักษิณ และระยะยาวแกนนำพันธมิตรคงต้องไปจบที่ศาล”

อภิชาติ   “รูปแบบนี้คือการกำจัดฝ่ายทักษิณอยู่ดี แล้วก็ชิ่งจากพันธมิตรได้ด้วย”

ยุกติ  “ที่ผมมองว่าเป็นไปได้คือสวมกระแสกลางแล้วยึดอำนาจ”

อภิชาติ   “เราถึงต้องย้ำให้ชัดเจนว่าหยุดที่ 3 ของเราสำคัญ เราไม่เป็นกลางแบบว่ายืนตรงกลางเป๊ะๆ ระหว่าง 2 ฝ่าย เราเป็นกลางในความหมายที่เรายึดหลักประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงต้องมาตามกติกา เราเลือกเชื่ออันนี้ เราขอยึดหลักอันนี้ เราไม่เป็นกลาง เรายึดหลักอันนี้ เราเชื่ออันนี้ ถ้าพูดแบบไม่ต้องอ้างความเป็นกลาง ผมเอาแบบนี้คุณจะเอากับผมไหม”

เรา  “สมมติกองทัพเข้ามาสวมความเป็นกลางอาจจะสวยงามมาก กำจัด นปช.ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบัน และเบรกพันธมิตรฐานอ้างสถาบัน”

ประจักษ์  “ตรงนี้ก็น่ากลัวว่ากองทัพกำลังใช้ประเด็นเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นประเด็น เพราะเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาโดยตลอด  ฉะนั้นสังคมต้องจับตาเมื่อไหร่ที่กองทัพเริ่มออกมาพูดเรื่องความจงรักภักดี”

เรา   “เขาอาจจะหันไปเล่นพันธมิตรด้วย”

ประจักษ์  “พันธมิตรก็จะถูกโดดเดี่ยว ก็คือดาบนั้นคืนสนอง อาวุธที่ตัวเองเอามาเล่นทิ่มแทงคนอื่นจะกลับไปที่ตัวเอง ซึ่งเป็นไปได้เพราะพันธมิตรพูดถึงเรื่องนี้บนสื่อของตัวเอง บนเวที มากกว่ากลุ่มไหนๆ ในสังคม”

ยุกติ  “หลังๆ เราจะเห็นว่า royalist ที่ฉลาดๆ ก็เริ่มจะกลัวๆ ว่าดึงสถาบันมาแปดเปื้อนมากเกินไป”

Chaos ไม่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เรา “สันติประชาธรรมไม่ได้บอกว่าให้พันธมิตรเลิกม็อบแล้วกลับบ้านใช่ไหม”

อภิชาติ”เราบอกว่าให้ออกจากทำเนียบ   ให้ทำให้ถูกกฎหมาย   การ์ดต้องห้ามพกอาวุธ  คือทำตามกฎหมายจริงๆ สงบและสันติ ให้ชุมนุมที่ไหนก็ได้โดยปราศอาวุธและความรุนแรงอย่างแท้จริง”

ประจักษ์ “ควรจะต้องออกจากทำเนียบทันที เลิกยุทธวิธีดาวกระจาย หรือว่ายั่วยุให้เกิดการปะทะ ความเห็นส่วนตัวผมคือถ้าแกนนำรักมวลชนจริงๆ   ทำไมไม่พิจารณาที่จะยุติการชุมนุมชั่วคราวบ้าง  มันสามารถเลิกแล้วกลับมาชุมนุมใหม่ได้       การชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มอื่นในสังคมไม่มีใครชุมนุมยืดเยื้อโดยตลอด  เพราะมวลชนเป็นคนแบกรับภาระหนัก  หยุดพักไปบ้างก็ได้แล้วกลับมาชุมนุมใหม่  ถ้าแกนนำคิดถึงสวัสดิภาพของมวลชนจริงๆ   อย่าไปเล่นแต่เกมยืดเยื้ออย่างเดียว  คือแกนนำพันธมิตรเคลื่อนไหวราวกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งแล้ว  ต้องสงครามครั้งสุดท้าย  ประเทศไทยจะแตกสลายแล้วภายในวันสองวันนี้ ซึ่งมันไม่จริง”

อภิชาติ “ทั้งหมดมันนำไปสู่การล้อมรัฐสภา ซึ่งแกนนำต้องรู้ว่าโอกาสความเสี่ยงเกิดขึ้นแน่ๆ มีจริยธรรมในการนำแค่ไหน ผมเชื่อว่ามวลชนไปอย่างเต็มหัวใจ แต่ฝ่ายนำของพันธมิตรเป็นไปได้หรือที่จะไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ จริยธรรมในการนำการชุมนุมอยู่ตรงไหน”

ประจักษ์ “เราเรียกร้องจากแกนนำว่าต้องมีสปิริต เพียงแต่ตอนนี้ทิศทางการเคลื่อนไหวที่ถูกกำกับโดยแกนนำเป็นทิศทางที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดความรุนแรง ละเมิดหลักการประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น และค่อนข้างไม่ค่อยคำนึงถึงสวัสดิภาพของมวลชนของตัวเอง”

เรา “บางคนมองว่าถ้าพันธมิตรหยุด สังคมจะไม่เปลี่ยนแปลง”

อภิชาติ “จุดแข็งของพันธมิตรคืออะไร ปลุกเร้าคนให้แอนตี้คอร์รัปชั่นใช่ไหม เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐ เป็นฝ่ายค้านนอกสภา  ถ้าหยุดเราไม่ได้แปลว่าให้หยุดถาวร  หยุดวันนี้ได้ไหม แล้วมาใหม่ abuse of power  ของฝ่ายบริหารมันไม่มีทางแก้ได้ในสงครามครั้งสุดท้าย  การที่บอกว่าทำตัวเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน มันไม่ได้แปลว่าคุณจะสามารถล้างการเมืองไทยให้สะอาดได้ภายใน  2  วัน  มันเป็น long process ของการสู้กันมาเป็นร้อยๆ  ปี  อย่าลืมว่าในอดีต ส.ส.ของอังกฤษใช้เงินซออนะครับ อย่างเปิดเผยด้วย ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภามันมีข้อเสียเต็มไปหมด แต่คุณไม่มีทางใช้สงครามครั้งสุดท้ายล้างมันได้ภายใน 1  วัน  มันต้องค่อยๆ สู้กันไป แปลว่าคุณจะต้องไม่เคลื่อนไหวแบบสุ่มเสี่ยงและแตกหัก โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนต่อสังคมและต่อมวลชนของคุณเอง ที่เขาสนับสนุนคุณร้อยเปอร์เซ็นต์”

เรา  “ผมเคยคุยกับแกนนำพันธมิตร เขาบอกว่าที่นำเสนออะไรสุดขั้ว เกิน 100 เขารู้ดีว่าผลที่ออกมามันไม่ 100 หรอก แต่สังคมรับไปได้แค่ 30-50 ก็ดีแล้ว ถ้าทำความเข้าใจเขาคือเขาพยายามทำให้เกิด Chaos เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่”

ยุกติ “แล้วต้นทุนที่เขา chaos มันเท่าไหร่”

อภิชาติ “กี่ศพแล้ว คิดอย่างนั้นคิดไปเลยแต่วิธีการที่จะนำไปสู่อันนั้นต้องเหยียบอีกกี่ศพ”

ประจักษ์   “ความคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรก็ยังไม่ชัดเจนเลย มันไม่มีอะไรที่จับต้องได้ชัดเจน เปลี่ยนไปเรื่อย แล้วคุณออกมาเคลื่อนไหวแตกหักอย่างนี้มันน่ากลัวมาก”

เรา   “มองในมุมของเขา   นี่อาจจะเป็นการปฏิวัติสังคมโดยการฟอกล้าง ลากทุกฝ่ายในสังคมออกมาฟอกล้างให้หมด ทำให้เกิด Chaos”

ยุกติ  “ผมคิดว่าบทเรียนที่เขาได้ในการต่อสู้ที่ผ่านมา 3 ปี คือการสร้างภาวะที่ใกล้เคียงกับอนาธิปไตย ซึ่งในสังคมไทยมันทำได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอเกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนสิ่งที่เขาคาดหวังคือจะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เข้าข้างเขา และมานำสังคมกลับไปสู่ order และเขาก็จัดการให้สังคมกลับไปสู่ระเบียบแบบเก่า แต่ไม่รู้หรอกว่าตรงนั้นจะเป็นใครกันแน่ แต่เขารู้ว่าเขาจะทำอย่างไรให้สังคมเกิดภาวะ chaos ที่น่ากลัวคือ chaos มันเกิดขึ้นแล้ว”

ประจักษ์  “พันธมิตรเป็นเหมือนขบวนพระศรีอาริย์ ใช้ภาษา พิธีกรรมบางอย่างคล้ายๆ ลัทธิทางศาสนา มาปลุกเร้าให้การเมืองเป็นเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องดีชั่ว และก็ขายโลกอุดมคติที่ยังมาไม่ถึงและยังไม่รู้ว่าคืออะไร  แต่โจมตีปัจจุบันว่ามันเน่าเฟะแล้ว ที่น่ากลัวคือขบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์โลก  เขมรแดงก็ขายอุดมการณ์ใหม่ ปรากฏว่าอุดมการณ์ใหม่ระเบียบการเมืองใหม่ที่มาแทนที่แย่ยิ่งกว่าเก่าและเป็นเผด็จการทางความคิดยิ่งกว่าระบอบเก่าที่ล้มลงไป”

ยุกติ “เพราะมันเกิดขึ้นมาจากความรุนแรง  เกิดจากภาวะไร้ระเบียบ”

เรา  “แกนนำพันธมิตรไม่ใช่พลพต ผมมองว่าเขาไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด แต่เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร”

ประจักษ์ “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงยิ่งน่ากลัว ในแง่ที่ไม่จริงใจกับมวลชน”

อภิชาติ  “คุณคุม  cost  ได้ไหม  อันตรายอยู่ตรงนี้ใช่ไหม  คุณจะเอา  6  ตุลาอีกกี่เวอร์ชั่น แกนนำพันธมิตรต้องคิดด้วยว่า cost เท่าไหร่”

ยุกติ  “ขายฝันมันโอเค แต่วิธีที่จะนำไปสู่ฝันอันนั้นที่เขาเลือกตอนนี้คือล้างไพ่ ทำให้เกิดความปั่นป่วนแล้วกลับไปสู่ระเบียบใหม่”

เรา  “ผมเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรภาคประชาชนรู้ดีว่าที่เขาขายฝันอยู่นี้มันไม่จริงหรอก แต่เขาหวังว่ามันจะเกิดผลดีกว่าที่เป็นอยู่ หลัง  Chaos  จะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ป่วนอย่างนี้แหละ จะฟอกล้างสังคมไทยได้ ในความหมายคือฟอกล้างทุกฝ่ายเลยนะ ไม่ใช่แค่ทักษิณ เพราะเขาลากทุกฝ่ายออกมา”

อภิชาติ  “คุณจะชอบไม่ชอบก็ตาม นปช.บางคนก็อาจชอบที่จะลากทุกฝ่ายมาแบ สองฝ่ายจึงเหมือนกันคือ extreme ทั้งคู่ ความเหมือนระหว่าง นปช.กับแกนนำพันธมิตร นปช.ก็ขายฝันแบบหนึ่งของมัน พันธมิตรก็ขายฝัน เล่นการเมืองแบบสุดโต่งโดยไม่คำนึงถึง cost ที่ตามมา เอามวลชน 2 ฝ่ายมาปะทะกัน คุณเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อนำไปสู่สิ่งที่คุณเชื่อ  ผมไม่ได้ตั้งคำถามว่าแกนนำพันธมิตรคิดอย่างนั้นมันดีหรือไม่ดี  แต่เพื่อไอ้นี่ของคุณซึ่งเป็นหลักการนามธรรม คุณต้องสังเวยอีกกี่ศพ แบบเดียวกับอีกฝ่ายหนึ่งที่บอกว่าเพื่อหลักการนามธรรมบางอย่าง”

ประจักษ์  “ถ้าเขาเชื่ออย่างหนึ่งแต่เขาพูดกับ  public  อีกอย่างหนึ่ง  ไม่ได้เชื่อทั้งหมดในสิ่งที่ตัวเองพูด  ผมว่าไม่มีความรับผิดชอบมวลชนของตัวเองและต่อสังคมไทย คุณเคลื่อนไหวมาถึงขนาดนี้จนเกิดสูญเสียล้มตาย  ทำให้สังคมเป็นอัมพาต คุณไม่ได้โปร่งใสกับความคิดของตัวเองว่าจะพาสังคมไทยไปสู่อะไรกันแน่ คือเป้าหมายปลายทางอยู่ตรงไหน”

“มันมีหลายกลุ่มในประวัติศาสตร์เชื่อว่าสามารถเกิดสิ่งที่ดีงามจากความวุ่นวายความรุนแรงได้ ต้องมีการเสียสละ บาดเจ็บ พวกนักปรัชญาใช้คำเปรียบเทียบว่าเหมือนคลอดลูก มีสิ่งสวยงามออกมาต้องมีคนเจ็บคือแม่  แต่ผมกลัวว่ามันจะไม่มี  order  มันจะมีแต่ chaos และการสร้าง chaos อย่างนี้มันก็จะมีแต่  chaos ไปเรื่อยๆ  ยิ่งถ้าเขาลากทุกฝ่ายออกมา  แล้วมีบางคนไปเล่นด้วย ทำให้ตอนนี้สังคมไทยไม่เหลือสถาบันอะไรเป็นหลักยึดและยุติความขัดแย้ง    มันถึงจุดที่ไม่มีใครฟังใครอีกแล้ว สถาบันไหนที่เป็นกลางที่แท้จริงจะทำให้ทุกฝ่ายฟังกันได้ จุดนั้นผมยังมองไม่ออกว่ามันจะมีระเบียบใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร มีแต่ chaos แล้วลุกลามไปเรื่อยๆ”

อภิชาติ “สุดท้ายภายใต้ chaos มันก็จะเกิดระเบียบ แต่ระเบียบใหม่มันจะเป็นอะไรก็อีกเรื่อง”

ยุกติ  “การที่ระเบียบจะออกมาจาก chaos มันจะต้องรวมศูนย์มากๆ เพื่อที่จะควบคุมภาวะระส่ำระสายอย่างรุนแรง มันจะต้องใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ รัฐธรรมนูญต้องการแค่ 5 ข้อ คณะรัฐมนตรีต้องการแค่ 5 คน มันจะเบ็ดเสร็จ และกินระยะเวลายาว”

อภิชาติ”แล้วบาดแผลที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาเท่าไหร่  เหมือน 6 ตุลาเราต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ ความเงียบของ 6 ตุลายังมีอยู่ มันยังไม่หาย และถ้าครั้งนี้มี chaos แบบนั้น ที่มันใหญ่ด้วย จะต้องใช้เวลาล้างแผลอีกเท่าไหร่”

ยุกติ “เวียดนามใช้เวลาเยียวยานานมาก   ตอนนี้ยังไม่จบเลย ความขัดแย้งลึกๆ ยังมีอยู่ ระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ คนที่อพยพไปต่างประเทศเขายังคับแค้นอยากที่จะกลับมาปฏิวัติ ความขัดแย้งเหมือนกับเรา พอถึงจุดหนึ่งก็จับอาวุธยิงกัน รบกัน แล้วมันจะมองหน้ากันอย่างไร”

อภิชาติ*”พลพตแผลหายหรือยัง 1965 เกิดอะไรขึ้นในอินโดนีเซีย ซูฮาร์โตขึ้นสู่อำนาจ”

ประจักษ์ “คนตายไป  5  แสนคนซูฮาร์โตก็บอกว่าจะสร้างการเมืองใหม่  new  order  คำเดียวกันเลย  น่ากลัวมาก  ด้วยข้ออ้างคล้ายๆ  กันคือบอกว่าระบอบประชาธิปไตยไม่เหมาะกับสังคมอินโดนีเซีย ระบอบรัฐสภาที่ซูการ์โนทำมามันล้มเหลว ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่มีกองทัพเป็นผู้นำ”

เรา “แต่แกนนำพันธมิตรอาจจะมองว่าสังคมไทยวันนี้ โอกาสที่จะฆ่าฟันกันรุนแรงคนตายเป็นร้อยมันเกิดขึ้นได้ยากแล้ว”

ประจักษ์ “อันหนึ่งที่ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยประเมินต่ำเกินไปในความขัดแย้งครั้งนี้   ก็คือพลังต้านรัฐประหาร ผมคิดว่าประเมินต่ำไม่ได้ แล้วเผลอๆ พลังต้านรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย คือทหารไทยเคยชินมากเกินไปที่ทำรัฐประหารแล้วไม่ถูกต่อต้านจากมวลชน  แต่ต้องเข้าใจว่ารัฐประหารครั้งก่อนๆ  เป็นการชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเอง คนอื่นไม่เกี่ยว  รัฐประหารไม่มีคนออกมาต้านเพราะคนยังไม่รู้สึกหวงแหนระบอบรัฐสภา และการเลือกตั้ง ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชน  พูดง่ายๆ ไม่มีใครแคร์เมื่อรัฐบาลพลเรือนถูกรัฐประหาร  เพราะไม่เคยได้ประโยชน์จากพรรคการเมืองเหล่านี้  แต่ตอนนี้จะชอบหรือไม่ชอบไทยรักไทยหรือทักษิณ  ชนชั้นนำไทยต้องตระหนักว่าหลัง 2544 การขึ้นมาของรัฐบาลไทยรักไทยเปลี่ยนการเมืองไทยไปแล้ว   และมันมีมวลชนจริงๆ  ที่เขาเลือกเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง  ของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา  ที่ถ้ามีรัฐประหารเขาพร้อมจะปกป้องเพราะเป็นประชาธิปไตยที่กินได้แล้วสำหรับเขา ฉะนั้นการแสดงพลังต่างๆ  ที่เกิดขึ้นมา รวมทั้งวันที่ 1 พ.ย. ผมว่าประเมินต่ำไม่ได้ ถ้ามีคนมา 5-6 หมื่นคน เผลอๆ นี่จะเป็นการแสดงพลังต้านรัฐประหารที่ใหญ่ที่สุดที่สังคมไทยเคยมีมา”

เรา “เขาก็จะบอกว่ามีแต่รากหญ้า”

อภิชาติ    “การดูเบาคนแบบนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิด   เขาอาจจะได้รับค่ารถมาจริง อาจจะได้เบี้ยเลี้ยงมาจริงก็ได้ แต่เขามาด้วยใจ เพราะ 30 บาทหรือเพราะนโยบายอื่นๆ อย่างที่บอกมันเป็นครั้งแรกที่ประชาธิปไตยกินได้ ก่อนหน้านั้นชาวบ้านไม่มาแคร์อะไรกับรัฐประหารหรอก เพราะการเมืองไม่เคยให้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่คือผลประโยชน์ที่เขาจะปกป้อง”

เรา  “ผมยังคิดว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ยอมตายเพื่อต้านรัฐประหารหรือเพื่อทักษิณ โอเค เขาอาจจะเลือกพลังประชาชนเพื่อแสดงการต่อต้าน  แต่ที่รุนแรงตอนนี้คืออารมณ์ต่อต้านพันธมิตร เช่นปรากฏการณ์ที่ประชาธิปัตย์โดนปาอึ”

ประจักษ์”ผมถึงบอกว่าประเมินต่ำไม่ได้”

อภิชาติ “ชาวบ้านเขาอาจจะยอมตายเพื่อรัฐประหารได้เพราะตอนนี้มันคือความเกลียดฝ่ายพันธมิตร”

ประจักษ์  “สังคมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ ถ้ามองโดยใช้ความเคยชินแบบเก่าๆ กับการรัฐประหารและสำเร็จแบบง่ายๆ     ผมคิดว่าต้องระวัง    สังคมไทยอาจจะมาถึงจุดที่เราต้องใช้กระบวนทรรศน์ใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ  ใช้ภาษา  อ.เกษียร  point  of  no return ยิ่งตัวละครต่างๆ ออกมาแสดงตัวมากขึ้น  กระแสที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่มวลชนบางทีเราคาดการณ์ไม่ได้  และอย่าลืมว่า chaos ในสังคมไทยสร้างง่าย   ยิ่งโครงสร้างรัฐไทยไม่ได้แข็งแกร่ง  ฉะนั้นอย่าคิดว่ามีแต่ฝ่ายพันธมิตรที่สร้าง chaos ได้ ถ้าเกิดการรัฐประหารขึ้นแล้วผมไม่คิดว่ามันจะจบ รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารอาจจะตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับรัฐบาลพลังประชาชน คือได้อำนาจรัฐแต่ปกครองไม่ได้”

อย่าไว้ใจพวกเป็นกลาง

เราตั้งคำถามว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิด Chaos ใช่ไหม

อภิชาติ  “ผมยังคิดว่าเรายังไม่ถึง  point  of  no return* *เกือบ-แต่ยังไม่ถึง ถ้าสังคมสามารถป้องกันไม่ให้ตีกันได้   ในระยะใกล้ๆ  แต่สัญญาณแบบที่มีระเบิดมันแย่มาก  ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าตรงนี้ไม่เกิดขึ้น ทหารที่เรากลัวก็เข้ามาไม่ได้”

“ที่เห็นอันหนึ่งก็คือสื่อต้องทำตรงนี้ สื่อมีอำนาจมากในปัจจุบันที่จะเรียกร้องสันติให้กลับมา เป็นหน้าที่ของสื่อหลัก  อันที่สอง  factor ต่างๆ ไม่ว่าขั้วไหนต้องคิดอะไรแปลกๆ บ้าง เช่นทำไมนายกฯ รองนายกฯ  ไม่เดินเข้าไปในม็อบ เดินไปเชิญผู้นำพันธมิตรเจรจา คิดอะไรแปลกๆ มีมุขแบบนี้ มุขอย่างกลุ่มมหิดล  กลุ่มสันติวิธี  พระไพศาลที่ขอบิณทบาตรอาวุธ แต่ละกลุ่มต้องช่วยกันคิดมุขเพื่อดึงกระแส เพื่อตีกันความสุดโต่งของผู้นำทั้ง  2  ฝ่าย  ไม่ให้พื้นที่สื่อในสังคมถูกยึดด้วยความเป็นสุดโต่งของ  2 ฝ่าย อันนี้ต้องช่วยกันคิด  ไม่ว่ารัฐบาลหรือเอ็นจีโอ  กลุ่มสันติทั้งหลาย ที่จะออกมาดึงความสนใจให้สังคมฉุกคิดว่าเราเกือบจะ point of no return แล้วนะ”

ประจักษ์ “พันธมิตรหรือชนชั้นนำจำนวนหนึ่งที่ช่วยพันธมิตรอยู่  ไม่สามารถเผด็จศึกด้วยตัวเองได้  คือทำได้แต่ชงสถานการณ์  ชงเองตบเองไม่ได้ ทั้งหมดนี้ที่เขาสร้าง chaos เขาสร้างสถานการณ์ให้มันสุกงอมพอที่จะมีการแทรกแซงจากกองทัพ   ตัวตบคือกองทัพในฐานะที่เป็นกลไกรัฐที่ผูกขาดความรุนแรง  ตอนนี้สังคมมันมาค้างเติ่งที่ว่าชงให้แล้ว แต่ทหารไม่มาตบ ผมเลยคิดว่า key คือกองทัพ ถ้าจะให้ chaos  มันจบ และเกิด order มันจะต้องเป็นเผด็จการที่มากกว่า 19 ก.ย. ซึ่งชนชั้นอาจจะสรุปด้วยซ้ำว่าความผิดพลาดของ  19 ก.ย. หน่อมแน้มเกินไป ยึดอำนาจรัฐได้แต่ไม่เด็ดขาดเพียงพอ แม้กระทั่งสกัดกั้นหลายวิถีทางก็ยังปล่อยให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมามีอำนาจรัฐได้  ดังนั้นเขาต้องไม่หน่อมแน้มในรอบนี้ ยิ่งมีพลังต้านรัฐประหารเกิดขึ้นแล้วเขายิ่งจะเผด็จการมากกว่าเก่า หมายถึงว่าอาจต้องมีการปราบปรามเกิดขึ้น และมีกระแสต้านรัฐประหาร อาจจะมีรูปแบบเป็นการจลาจล  ก็อาจจะต้องมีการปราบปราม*ดังนั้นการเมืองใหม่อาจจะต้องนองเลือด”

ยุกติ “หนึ่งก็คือเกิดจากการสร้างความรุนแรง chaos แล้วรัฐประหาร สองคือสร้างกระแสเป็นกลางขึ้นมา หรือมันอาจจะเกิดพร้อมๆ กันก็ได้ ฉะนั้นในความเห็นผมคือ หนึ่ง อย่าไว้ใจพวกที่บอกว่าเป็นกลาง สำหรับพวกผมหลีกเลี่ยงการแสดงตัวว่าเป็นกลาง เพราะมันพร้อมที่จะถูกสวมได้ง่ายๆ เราพยายามจะยืนอยู่บนหลักการที่ชัดเจน ถ้าเราพูดกับพันธมิตรไม่รู้เรื่อง ก็ลอง นปช. พูดยังไง คือขอให้ชัดเจนได้ไหมเขามีใครบ้าง เคลื่อนไหวแต่ละครั้งใครกันแน่ เคลียร์กับสังคมให้ชัดเจน มีใครทำอะไรบ้าง คือฝากกระซิบนปช.ว่าทำอะไรมืออาชีพหน่อย  คุณต้องชัดเจน ไม่ใช่ว่ากลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มั่วไปหมด”

เรา “เช่น เสธ.แดงก็เข้ามาแจม”

ยุกติ  “แล้วพอเกิดอะไรขึ้นมาจะถูกโยน เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะสกัดเงื่อนไขต่างๆ เงื่อนไขที่เป็นกลางมากๆ ก็อันตราย”

อภิชาติ”ไม่ประณามใครเลยผมว่าเป็นเงื่อนไขที่ผิดนะ แทงกั๊กแล้ว”

ประจักษ์  “ต้องประณามการรัฐประหารล่วงหน้า คือต้องบอกให้ชัดเจนว่าไม่มีสิทธิที่เรียกว่าความเป็นกลางโดยการรัฐประหาร ถ้ากองทัพทำรัฐประหารเมื่อไหร่ แม้จะใต้โต๊ะ คือกองทัพยุติบทบาทความเป็นกลางทันที”

เรา “ถ้าอ้างความเป็นกลางโดยพยายามประนีประนอม เช่นมีรัฐบาลแห่งชาติ เป็นไปได้ไหม”

อภิชาติ “คุณจะสมานฉันท์อย่างไรถ้ามันมีความขัดแย้งอยู่จริงๆ ความจริงก็ไม่ปรากฏ มันไม่มีทางสมานฉันท์ได้อยู่แล้ว”

ยุกติ “มันไม่จำเป็นต้องสมานฉันท์แต่วิธีการที่จะอยู่ด้วยกัน ขัดแย้งแล้วจะอยู่ยังไง”

อภิชาติ “ก็คือทะเลาะกันไป เราไม่ได้ให้คนมาจูบปากกัน แต่อยาตีกัน ทหารอย่าออกมา”

เรา  “หลายคนก็เชียร์พันธมิตรเพราะไม่ต้องการสมานฉันท์อย่างที่ชนชั้นนำต้องการ สังคมไทยไม่สามารถกลับไปประนีประนอมแบบเดิมได้ รัฐบาลสมัครเคยมีความพยายามประนีประนอมกับชนชั้นนำ แต่พันธมิตรปฏิเสธ”

อภิชาติ   “เราก็ต้องพยายามไม่ให้การเมืองไทยมันตกอยู่ภายใต้  elite ไม่กี่คน พันธมิตรอาจจะมีประโยชน์ตรงนี้คือมันลาก elite ทุกคนออกมาหมด”

ประจักษ์  “มีเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งคิดอย่างนี้ เขาบอกว่ากลุ่มสันติประชาธรรมก็เห็นด้วย แต่เขาคิดว่าสมมติพันธมิตรหยุดจริง สังคมกลับไปสู่ความสงบ แล้วจะมีใครมาตรวจสอบอำนาจรัฐอีกหรือเปล่า เหมือนกับพันธมิตรหยุดเท่ากับภาคประชาชนอ่อนแอไปด้วย   แล้วจะมีใครออกมาตรวจสอบแบบนี้   ผมก็ยอมรับว่าพันธมิตรมีคุณูปการในการปลุกความตื่นตัวของประชาชน และก็สร้างประเด็นการตรวจสอบ”

“ประเด็นของผมคือ   ถ้าสังคมไทยไม่สามารถหาวิธีตรวจสอบรัฐบาลที่ดีกว่าที่พันธมิตรทำ สังคมไทยมีปัญหา      ถ้าไม่สามารถสร้างรูปแบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ทำลายระบอบประชาธิปไตยลงไปด้วย และก็ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่นไปด้วย แต่ผมยังเชื่อว่าเราไม่อับจนถึงขนาดนั้น”

ยุกติ  “สิ่งที่พันธมิตรทำมา แสดงให้เห็นว่าระบอบรัฐสภามีจุดอ่อนเยอะ และประชาชนก็ต่อสู้ได้เหมือนกัน   แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่พันธมิตรทำมันกลับทำลายขบวนการภาคประชาชนเสียเองด้วยการละเมิดต่างๆ    ในทางตรงกันข้ามแทนที่จะมองว่าถ้าพันธมิตรล่มภาคประชาชนจะล่มไปด้วย   ผมว่าขบวนการประชาชนหลังพันธมิตรจะมีชีวิตที่ดีมากกว่านี้”

เรา  “ถ้าพันธมิตรหยุด สิ่งที่พันธมิตรต่อสู้มาไม่ได้หยุดใช่ไหม ประเด็นความไม่เป็นธรรมการต่อต้านทุจริตที่พันธมิตรจุดขึ้นมาก็จะยังอยู่ใช่ไหม”

ยุกติ   “ในมวลชนพันธมิตรมีความหลากหลายและทำประเด็นอะไรของตัวเองได้ต่อไป   ทุกวันนี้มวลชนแทนที่จะตามผู้นำแล้วหันกลับมาดูกันเอง  แล้วดูว่าใครจะเป็นผู้นำในกลุ่มของตัวเอง ในอนาคตจะทำอะไรต่อไป  สร้างกลุ่มกดดันในท้องที่ของตัวเอง  หรือสร้างประเด็นในสังคม  ทำได้เยอะแยะ พันธมิตรหาทางลงเร็วๆ  ดีกว่า  เพื่อที่จะทำให้ขบวนการประชาชนหลังจากคุณจะได้มีชีวิตต่อไปได้ ถ้าคุณยังไปแบบนี้พอโดนปราบ   ถ้ารัฐมีความชอบธรรมที่จะปราบขึ้นมา  ผมว่าหัวมันจะกุด  ขบวนการประชาชนอาจจะต้องฝ่อไปอีกนาน”

เรา   “หรืออาจเป็นอีกมุมหนึ่งคือพันธมิตรถูกมวลชนฝ่ายตรงข้ามต่อต้าน หมั่นไส้ แทนที่จะไปสร้างกลุ่มต่อสู้ในเรื่องต่างๆ ได้ ก็กลับจะมีศัตรู อย่างนั้นใช่ไหม”

ประจักษ์ “การวิพากษ์วิจารณ์เลยสำคัญขึ้นมา  คือตอนนี้พันธมิตรกำลังโดดเดี่ยวตัวเองโดยไม่จำเป็น  ด้วยวิธีการเคลื่อนไหว  ถึงบอกว่าถ้ารักเขาต้องดึงเขากลับมาในทิศทางที่ควรจะเป็น และถ้าเขารักขบวนการภาคประชาชนเขาควรจะเลิกได้แล้ว ในทางประวัติศาสตร์พันธมิตรไม่ใช่ผู้บุกเบิกภาคประชาชน พันธมิตรเองนั่นแหละได้รับมรดกหรือได้รับอานิสงส์จากภาคประชาชนที่เติบโตขึ้นหลัง 14 ตุลา จริงๆ แล้วพันธมิตรเป็นคนที่ใช้มรดกหลัง    14    ตุลา   และตอนนี้ใช้ฟุ่มเฟือยเกินไป   และกำลังจะทำลายมรดกตรงนี้ของ 14  ตุลาไป  ผมคิดว่าภาคประชาชนจะไม่ตายไปกับพันธมิตร  เพราะมันก่อตัวมาพอสมควร ไม่ใช่เพิ่งมาเกิด ภาคประชาชนเรามีประวัติการต่อสู้ดีกว่าประเทศอื่นในเอเชีย จะไม่หายไปพร้อมกับทักษิณ ไม่หายไปพร้อมกับคมช. ไม่หายไปพร้อมกับพันธมิตร”

เรา “แต่เสียหายใช่ไหม”

ยุกติ  “ถ้าไม่หยุดก็เสียหาย ภาคประชาชนไทยหยั่งรากและเติบโต มันไม่ใช่จู่ๆ ก็เกิด มันมีแรงสนับสนุนจากภายนอกด้วย   มันมีความเป็นโลกาภิวัตน์ในขบวนการประชาชนทั่วโลก และเขาก็สนับสนุนกัน ทั่วโลกเขาเฝ้าดูอยู่ แต่ปัญหาตอนนี้คือพันธมิตรถือเสมือนว่าตัวเองเป็นตัวแทนของภาคประชาชน และกำลังนำพาให้มรดกเหล่านี้ที่มีอยู่ไปสู่จุดที่อาจจะพังพาบไปได้ มันไม่ใช่แรงต่อต้านจากคนที่เกลียดพันธมิตรเท่านั้น แต่รัฐเองอาจจะฉวยโอกาสทำลายโดยบอกว่าคุณจะทำตัวแบบพันธมิตรอีกแล้ว พันธมิตรกำลังทำให้ภาพของภาคประชาชนกลายเป็นภาพลบ”

อภิชาติ  “เอ็นจีโอคนสำคัญๆ ที่ยังสนับสนุนพันธมิตรต้องคิดหนักแล้ว ว่าจะวางบทบาทส่วนตัวอย่างไร ท่านจะมือเปื้อนเลือดไปด้วยหรือเปล่า และอนาคตที่ตอนนี้คำว่าภาคประชาชนถูกทำให้เสียชื่อไปแล้ว ระดับหนึ่ง หลังจากนี้คุณจะเคลื่อนไหวอย่างไร คุณต้องรับผิดชอบด้วยนะ ผู้นำเอ็นจีโอที่สนับสนุนพันธมิตรต้องถามตัวเองจริงๆ การสนับสนุนของคุณที่มีต่อพันธมิตรมันจะส่งผลต่อการทำงานของเอ็นจีโอของภาคประชาชนจริงๆ ในระยะยาวอย่างไร ต้องตอบด้วย”

เรา “หมายถึงอำนาจรัฐจะฉวยโอกาสที่สังคมเบื่อม็อบดิสเครดิตภาคประชาชน อย่างนั้นใช่ไหม”

อภิชาติ “ต่อไปสมัชชาคนจนอาจจะเคลื่อนไหวไม่ได้ ประจวบฯอาจจะเคลื่อนไหวไม่ได้”

ประจักษ์  “ประเด็นหยุดให้ท้ายพันธมิตรจึงสำคัญ และจริงๆ ถือว่าเป็นการเรียกร้องที่เบามากแล้ว ถ้าไม่มาติดที่ถ้อยคำ คือเวลาเราบอกว่าหยุดให้ท้ายพันธมิตร ไม่ใช่หมายความว่าถ้าอย่างนั้นคือให้ท้ายรัฐบาล ไม่ใช่ การหยุดให้ท้ายพันธมิตรคือแค่เรียกร้องให้ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรบ้าง”

เรา  “ดูสถานการณ์ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีทางลง ไม่ใช่แค่พันธมิตร ฝ่ายทักษิณก็ต้องดิ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีฮาร์ดคอร์ที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ถึงวันนี้เราจะหยุดได้จริงหรือเปล่า”

อภิชาติ “ก็ต้องลองดู เราไม่รู้เราจะชนะหรือเปล่า เรา-หมายความว่ากลุ่มต่างๆ ต้องคิดแทคติคออกมา เราเห็นว่าฮาร์ดคอร์ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังจะลากเราไปสู่เหว เราก็ต้องตีกันฮาร์ดคอร์ 2 ฝ่ายนี้ออก ไม่ให้ทหารออกมา”

ยุกติ “ทุกวันนี้ต้องเป็น 3 ไม่เอาแล้ว เพราะทหารแยกตัวออกมาจากพันธมิตรแล้ว”

เรา “อาจารย์ยังเห็นว่าระเบียบใหม่หลัง Chaos ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป”

ประจักษ์  “ประวัติศาสตร์โลกไม่ใช่อย่างนั้น คือมันอาจจะมี order จริงแต่ order นั้นเป็น order ที่แย่กว่าเก่า และเป็น order ที่เกิดขึ้นบนกองเลือด อย่างอินโดนีเซีย 1965 ซูฮาร์โตขึ้นมา คนตายอย่างน้อย 5 แสน มันเกิด order หลังจากนั้นจริง แต่ซูฮาร์โตอยู่ต่ออีก 30 ปี จนถึง 1998”

อภิชาติ “เศรษฐกิจประเทศก็พัฒนา แต่โคตรจะปราบปรามเลย คอรัปชั่นยิ่งกว่าสมัยระบอบรัฐสภา คุณจะเอาไหม”

ประจักษ์  “แต่ผมกลัวว่ามันจะเป็น chaos กับ chaos คือ chaos แล้วไม่เกิด order เพราะทหารอาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเผด็จอำนาจได้อย่างกองทัพอินโดนีเซีย     กองทัพไทยยังไม่เคยเผชิญกับการลุกฮือต่อต้านจากประชาชน    มันมีพลังบางอย่างที่มาทัดทานอยู่   รวมทั้งไทยไปกับกระแสโลกจนไม่อาจกลับไปเป็นอย่างพม่าได้    หรือคุณจะเอาอย่างนั้นคือปราบปรามแล้วก็เด็ดขาดแบบพม่าไปเลย นั่นหมายความว่าต้องปิดประเทศแล้วก็ถูกเขาบอยคอต”

เรา “ถ้างั้นต้องกลับไปมองความเป็นไปได้ที่จะรัฐประหารใต้โต๊ะ”

ประจักษ์  “ก็ยื้อกันไปเรื่อยๆ การยึดอำนาจเพื่อยุติสถานการณ์ไม่ยาก แต่การบริหารจัดการประเทศหลังจากนั้น ยาก”

อภิชาติ  “นายกคนกลางคุณจะเอาใคร ต่อให้อานันท์ยอมเป็นนายกคนกลาง หรือตัวดีที่สุดในสังคมไทยตอนนี้คือใคร”

ประจักษ์   “คนที่จะกลางได้ทำลายเครดิตของตัวเองไปหมดแล้วในความขัดแย้งครั้งนี้ จนไม่เหลือใครที่จะเป็นกลาง

อภิชาติ “ในความขัดแย้ง 3 ปีที่ผ่านมา มันมีองค์กรไหนสถาบันไหนไม่เสียหายบ้าง ไล่มาตั้งแต่มหาวิทยาลัย  นักวิชาการ แตกระยับ นักวิชาการก็แสดงธาตุแท้ออกมา ศาล มีองค์กรไหนบ้างที่ยังไม่โดน  ต้นทุนขนาดนี้ยังไม่พออีกเหรอ  องค์กรพวกนี้ถูกทำลายเครดิตจนเกือบหมดในขณะนี้  และภายใต้chaos  ที่เกิดขึ้น  มันจะอยู่ยังไง ต้นทุนในการหยุด chaos จนกว่า order มันจะยิ่งสูงไปใหญ่ ถ้ายังไม่หยุดตอนนี้ต่อไปจะยิ่งหยุดยากมากขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้ไล่ถามดูสิ  คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง เหลืออยู่กี่คน สถาบันที่สังคมยังเชื่ออยู่ว่าเป็นกลาง มีเหลือไหม เหลือเท่าไหร่”

ยุกติ “มันเป็นจุดที่บางทีเราต้องพูดกันด้วยหลักการให้มากขึ้น แบกันออกมาให้ชัดเจน เพราะแต่ละคนไม่มีสิทธิที่จะใช้ต้นทุนอะไรอีกแล้ว มันใช้ไปหมดแล้ว”

อภิชาติ “ทุกฝ่ายไพ่หมดแล้วนะ ผมยังสงสัยว่าใครจะทิ้งไพ่อะไรต่อได้อีก”

ประจักษ์”เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วสังคมไทยควรกลับมามีสติว่า  ทิ้งไพ่กันหมด  พยายามทุกวิถีทาง ทำไม่ได้  กลับไปเล่นตามเกม-แค่นั้น  มันมีกฏกติกาอยู่ แต่หาวิธีเล่นนอกเกมจนจะพังกันไปหมดแล้วทั้งประเทศ”

Read Full Post »

“อนาธิปไตย กับประชาธิปไตย โดยปรีดี พนมยงค์”

Anarchy vs Democracy and Pridi Banomyong

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2489 กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ในขณะที่สังคมไทยกำลังค้นหาให้ได้มาซึ่งระบอบ “ประชาธิปไตย” นั้น ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งในตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราสัยในวันปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ด้วยคำเตือนเรื่อง “ประชาธิปไตย” กับ “อนาธิปไตย” ไว้ดังนี้

“ระบอบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตย อันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย”

ท่านปรีดี กล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย …. ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้”

ท่านปรีดีกล่าวอย่างน่าสนใจต่อไปอีกว่า “การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยากันเป็นมูลฐาน เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว (เอ็กโกอีสม์)”

แล้วท่านปรีดี ก็เข้าสู่ไคลแมกซ์ของคำปราศัยด้วยการกล่าวว่า “โดยมีอุดมคติซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าเคารพในความซื่อสัตย์ ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากหลายที่ผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้ร่วมกิจการรับใช้ชาติกับข้าพเจ้า… แต่ผู้ซึ่งแสดงว่าซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ในภายนอก ส่วนภายในหวังผลส่วนตน หรือมูลสืบเนื่องมาแต่ความไม่พอใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้แล้ว ก็เกรงว่าผู้นั้นก็อาจหันเหไปได้ สุดแต่ว่าตนจะได้รับประโยชน์ส่วนตนอย่างไรมากกว่า”

ท่านปรีดี จบคำปราศัยด้วยการฝากฝังไว้กับ สส. ในสภาว่า “ข้าพเจ้าหวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย คงจะใช้สิทธิของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอาศัยกฏหมายและศีลธรรมความสุจริตเป็นหลัก ไม่ช่วยกันส่งเสริมให้มีระบอบอนาธิปไตย

ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้ต่อท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย โดยเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นประเทศชาติปลอดจากระบอบเผด็จการ และปลอดจากระบอบอนาธิปไตย คงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม

ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมนี้เป็นวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร ที่ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ และเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานรัฐธรรมนูญ”

ท่านปรีดีฝากฝังอะไรไว้มากมายกับ สส. ท่านปรีดีฝากไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ต่อมาอีก 2 วัน คือ วันที่ 9 พฤษภาคม ท่านปรีดี ก็ถวายรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ให้ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 ลงพระปรมาภิไธย แต่อีก 1 เดือนต่อมา คือ ในวันที่ 9 มิถุนายน ในหลวงอานันท์ ก็ต้องพระแสงปืนเสด็จสวรรคต

และแล้ววิกฤตการเมืองก็บังเกิดขึ้น  ระบอบอำนาจนิยมและอนุรักษ์นิยม ดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง” ท่านปรีดีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็ขึ้นเป็น นรม. แทน รัฐบาลหลวงธำรงฯ ถูกพรรคฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ (เจ้าเก่า) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายวันหลายคืน และเมื่อล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางประชาธิปไตยไม่ได้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคฯ ก็หันไปร่วมมือกับ “ระบอบทหาร” ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ทำ “การรัฐประหาร” ยึดอำนาจเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490

จากนั้นสยามประเทศ(ไทย) ของเรา ก็เข้าสู่ “ยุดมืดบอดทางการเมือง” กลายเป็น “ระบอบเผด็จการครึ่งใบ” อยู่ 10 ปีภายใต้ “ระบอบพิบูลสงคราม” ระหว่าง พ.ศ. 2491-2500 แล้วก็ต้องตกอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการเต็มใบ” ของ “ระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” อีก 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2501-2516 รวมแล้วกว่าจะถูกโค่นล้มไปเมื่อ “14 ตุลา” พ.ศ. 2516 ก็กินเวลาถึง 26 ปี

ท่านปรีดีของเราต้องกลายเป็น “พ่อกู นามระบือ ชื่อปรีดี แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ” (เช่นเดียวกับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ) ท่านต้องลี้ภัยการเมือง ลี้ภัยจาก “อนาธิปไตย” และ “เผด็จการทหารและอนุรักษ์นิยม” ไปอยู่เมืองจีนถึง 21 ปี แล้วก็จะไปจบชีวิตลงที่ปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2526

ครับ ท่านปรีดีและคำเตือนว่าด้วย “อนาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตย” ทำให้เราต้องคิดใคร่ครวญหนักต่อสถานการณ์ปัจจุบันของ “ระบอบ5พันธมิตร” กับกิจกรรม “ล้มรัฐบาลสมัคร” กับ “โค่นระบอบทักษิณ” เราจะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิด “อนาธิไตย” อันนำมาสู่ “ระบอบเผด็จการทหารและอนุรักษ์นิยม” หรือบานปลายไปจนเป็น “สงครามกลางเมือง” กลายเป็น “กลียุค”

หากเราสามารถจะตระหนักในคำเตือนล่วงหน้าก่อนเวลาของท่านปรีดีได้ ที่ท่านให้เรายึดมั่นใน “ประชาธิปไตย” ไม่นำไป “สับสน” หรือ “ปนเปื้อน” กับ “อนาธิปไตย” อันจะนำเราไปสู่ “ระบอบเผด็จการ” (ครึ่งใบ หรือเต็มใบ หรือ 30/70 ก็ตาม) เมื่อนั้นแหละที่บ้านเมืองของเราจะพอมีอนาคตกันบ้าง

หรือว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้ไปแล้ว และ “พระอิศวรศิวะเทพ” ก็จะปรากฏกายเป็น “ศิวะนาฏราช” เหนือปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซาก แล้วให้ “พระนารายณ์วิษณุเทพ” บันดาลให้ดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี เผย “องค์ท้าวมหาพรหม” ที่จะทรงสร้างโลกใหม่ ที่มี “สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ” มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที

Read Full Post »

กิติภูมิ จุฑาสมิต

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันได้กลายเป็นวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญที่ยากจะฝ่าข้ามพ้นไป นำมาซึ่งความโกลาหลวุ่นวายทางการเมือง ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม อันล้วนเป็นเหตุที่เกิดมาจากสภาวะอนารยะไร้กฎหมาย และการละเมิดสิทธิเสียงของประชาชนส่วนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบุคคลคณะเดิม ๆ ที่เคยสร้างสถานการณ์จนเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาแล้ว

วิกฤติการณ์ครั้งนี้ ได้กลายเป็นเหตุรุนแรงจนถึงเลือดเนื้อและชีวิต เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่าง “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และติดตามมาด้วยการฆาตกรรมกลางเมืองโดยกลุ่มฆาตกรโหดเสื้อเหลือง “การ์ดพันธมิตร” ที่กลุ้มรุมทำร้าย นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง อย่างทารุณโหดร้ายอำมหิตผิดมนุษย์ ด้วยพฤติกรรมขี้ขลาด “หมาหมู่” ทุบตีด้วยอาวุธจนนายณรงค์ศักดิ์ เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุข้างถนนอย่างน่าเวทนา ไม่ผิดกับวีรชน 6 ตุลาคม 2519 ที่ได้สละชีวิตเพราะฝีมือของมวลชน “ขวาคลั่ง” ในอดีต (ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มฆาตกรโหดเมื่อ 32 ปีก่อนกับปีนี้ ล้วนดั้รบการหนุนหลังโดยคน ๆ เดียวกัน นั่นคือ 1 ในแกนนำพันธมิตรฯ – พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นจนอาจไปจบลงที่การรัฐประหาร และ/หรือสงครามกลางเมือง ก็ไม่มีใครกล้าจะคาดเดา กับสถานการณ์เช่นนี้ ทางกลุ่ม “ปีกซ้ายพฤษภาฯ” มีข้อเสนอ เพื่อยุติความรุนแรง และฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองให้กลับมาเป็นปกติสุข ดังนี้

1. ข้อเสนอต่อ “พันธมิตรฯ”
1.1 มอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสงบ และโดยไม่มีเงื่อนไข
1.2 ออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที
1.3 ยุติการละเมิดสิทธิของประชาชนไทยตลอดไป

2. เมื่อ “พันธมิตรฯ” ได้กระทำการตามข้อ 1 แล้ว ทางรัฐบาลจะต้องประกาศยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันทีเช่นกัน

3. เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องดำเนินคดีกับกลุ่มฆาตกรโหดเสื้อเหลือง “การ์ดพันธมิตรฯ” ให้ถึงที่สุด

4. ผู้นำนปช.ที่สั่งเคลื่อนขบวนจะต้องรับผิดชอบกับการเคลื่อนขบวนไปปะทะกับพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน ทั้งทางอาญา, แพ่ง และทางการเมือง

5. สถานบันหลักต่างๆ ของชาติ ไม่ควรวางเฉยหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนี้
5.1 สถาบันศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม สมควรออกมาให้สติกับสังคม ต่อต้านความรุนแรง ทั้งทางกาย วาจา ใจ และความรุนแรงทางโครงสร้าง รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงการถือฝักฝ่ายทางการเมือง
5.2 สถาบันกษัตริย์ ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งที่ทำให้ปัญหาทางการเมืองในช่วง 5 ปีนี้รุนแรงขึ้น ล้วนเกิดจากการที่ฝ่ายพันธมิตรฯ แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง และสร้างความชอบธรรมกับฝ่ายตนเองที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
สภาพเช่นนี้ ทำให้ตลอดช่วงวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมพระเกียรติลงอย่างมาก ทั้งในสายตาของชาวโลกและในสายตาของประชาชนไทยเราเอง เพราะข้ออ้างของพันธมิตรฯ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกมองว่า เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง และทางอื่น ๆ
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง และสำนักราชเลขาธิการ ต้องมีความกล้าหาญและฉับไวที่จะปฏิเสธหรือแก้ข้อกล่าวอ้างสามานย์เหล่านั้น เพื่อรักษาพระเกียรติ และเพื่อป้องกันมิให้สถานบันพระมหากษัตริย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือเข่นฆ่าทำลายล้างกันทางการเมืองอีก
5.3 ศาลยุติธรรมต้องยุติกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” ทันที หันกลับมาสู่การตัดสินพิจารณาคดีตามหลักกฎหมาย อวยความยุติธรรมให้เสมอหน้ากับทุกกลุ่มทุกชนชั้น
5.4 สื่อมวลชนควรทบทวนบทบาทการ “เลือกข้าง” ของตน เราเห็นด้วยว่า สื่อมวลชนมีสิทธิที่จะเลือกข้างได้ แต่สิ่งนี้จะต้องมีเฉพาะในส่วนของ “ความเห็น” เท่านั้น สื่อมวลชนไม่มีสิทธิ์ที่จะบิดเบือน “ข้อเท็จจริง” ปกปิด “ข้อเท็จจริง” หรือแต่ง “ความเท็จ” ประเด็นการแต่งภาพ “ปืนจ่อหัว” ควรได้รับการตรวจสอบทั้งจากสภาวิชาชีพ และการรมการที่เป็นกลางอย่างเร่งด่วน
5.5 นักวิชาการไทยสมควรมีความกล้าหาญที่จะ “สวนกระแส” กล้าหาญที่จะยืนยันจุดยืนทางวิชาการต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ กล้าที่จะยืนหยัดอยู่ร่วมฝ่ายเดียวกับประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ให้สติปัญญากับสังคม โดยปราศจากอคติ

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเพียงข้อเสนอเฉพาะหน้า เพื่อป้องกันความรุนแรง และสงครามกลางเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากทุกฝ่ายในสังคมไทยด้วยสติไตร่ตรอง

หมายเหตุผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2551 ในงานสวดพระอภิธรรมคุณณรงศักดิ์ กรอบไธสง
แต่เนื่องจากผู้เขียนมีปัญหาด้านการประสานงานกับ กองบรรณาธิการฯ จึงทำให้บทความลงล่าช้า อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เขียนยังหวังว่าเนื้อหาบางส่วนในบทความอาจยังพอมีประโยชน์ต่อผู้อ่านอยู่บ้าง จึงใคร่ขออภัยต่อผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้

ที่มา : ประชาไท

Read Full Post »

30:70 = การเมืองใหม่ = อประชาธิปไตย = ความไม่เสมอภาค = ความรุนแรง/ปฏิวัติรัฐประหาร/อำนาจนอกนิติธรรม

A Quarter Democracy: New Politics-Thai Style

 

(1)

ข้อเสนอ 30-70 นี้มองได้จาก “ชนชั้น” (class)

มองได้จาก “ชาติพันธุ์” (ethnicity)

หรือแม้กระทั่ง “เชื้อชาติ” (race)

 

(2)

ข้อเสนอเช่นนี้ส่วนหนึ่ง น่าจะมาจาก

ความเชื่อว่า “คนไม่เท่าเทียมกัน”

เช่น “กฏุมพีชาวกรุง” และคนในเมือง เชื่อว่า

“คนเหนือ” หรือ “คนอีสาน” (โดยเฉพาะคนในชนบท)

มีค่า = ngo หรือ “โง่”

 

(3)

ดังนั้น การที่มีสิทธิมีเสียงเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย คือ

“หนึ่งคน ต่อหนึ่งเสียง” จึงไม่ถูกต้อง

ไม่สมควรแก่ “ความเป็นไทยๆ”

ยังไม่ถึงเวลา

ใจร้อนเกินไป

เป็นการชิงสุกก่อนห่าม

จึงทำให้มีการ “ซื้อสิทธิ ขายเสียง” กันได้ง่าย

 

(4)

ดังนั้น ทางออกที่เป็น “ไทยๆ” คือข้อเสนอ 30-70

หรือ “ประชาธิปไตยหนึ่งสลึง”

a quarter-democracy หรือ ¾ dictatorship

ในอดีตก็เคยใช้มาแล้ว เช่น “ครึ่งใบ”

ดังที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญหลายๆฉบับของอำมาตยาเสนาธิปไตย

หากจะให้ได้ผล คราวนี้ต้องขอเพิ่มมากกว่า 50-50

 

(5)

ความเชื่อของ “กฎุมพีชาวกรุง” และคนในเมือง

เมื่อไม่เชื่อว่า

คนเท่าเทียมกัน

(นิ้วสิบนิ้ว ยังไม่เท่ากันเลย)

ก็เกิดความรังเกียจ และดูถูกเหยียดหยาม

 

(6)

การใช้ศัพท์แสงทาง “ชาติพันธุ์” หรือ “เชื้อชาติ” เช่น

“ลาว” หรือ “ขะเหมน” (แต่ก่อนเคยใช้คำว่า “เจ๊ก” ด้วย)

ที่เราได้ยินจาก “ตลกคาเฟ่” (โจ๊ก) ราคาถูกและรสนิยมต่ำนั้น

เราจะได้ยินจากเกมส์การเมืองของการ “โค่นรัฐบาลสมัคร” กับ

“ล้มระบอบทักษิณ” โดย “ลัทธิพันธมิตร” ในขณะนี้อยู่ตลอดเวลา

(โดยเฉพาะเมื่อปลุกระดมด้วย “ปราสาทเขาพระวิหาร”) รวมทั้งจาก

สื่อมวลชนกระแสหลัก

 

(7)

ดังนั้น วาทกรรม “ลูกจีนกู้ชาติ” จึงเกิดขึ้นในบริบทของ

ความเชื่อในเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” กันของ “คน”

“ความไม่เสมอภาค” กันของ “คนบ้านนอก” ในภาคเหนือและอีสาน

กับคนกรุงและเครือข่ายของคนในเมือง

กับความเป็น “ลาว” เป็น “ขะเหมน”

กับความเป็น “ไทย” และความเป็น “ชาติ”

 

(8)

เรื่องนี้ลึกล้ำ ซับซ้อน และยุ่งเหยิง

และน่าวิตกอย่างยิ่ง

เป็นทั้งเรื่องของ “ชนชั้น” กับ “วรรณะ-ชาติพันธุ์” หรือแม้กระทั่ง “เชื้อชาติ”

เป็นทั้ง class และเป็นทั้ง “ethnicity” หรือแม้กระทั่ง “race”

อันจะนำไปสู่การใช้ “ความรุนแรง” อนาธิปไตย การจลาจล

ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อ “ประชาธิปไตย” ของชาติแต่อย่างใด

 

(9)

Father Forgive Them, They Know Not What They Do

(or rather: They Know Exactly What They Are Doing?)

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ธนบุรี สยามประเทศ(ไทย)

9 กันยายน 2551

Read Full Post »

อภิชาต สถิตนิรามัย

          ในขณะนี้ กรุงเทพฯอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินตามประกาศของรัฐบาล อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในกลางดึกของคืนวันที่ 1 กันยายน 2551 จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในภาวะเช่นนี้ โอกาสที่ความรุนแรงจะขยายตัวจนก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของสังคมเพิ่มเติมยังมีอยู่สูง สิ่งแรกที่สังคมจะต้องทำคือการสงบสติอารมณ์และใช้เหตุผลในการขบคิด เพื่อเผชิญหน้าและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่ ในแง่นี้ ผมเห็นว่าข้อเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่องการ “ปรับระบบการเมือง” ตีพิมพ์โดยมติชนรายวันในวันที่ 25 สิงหาคม และ 1 กันยายน สมควรที่จะได้รับการไตร่ตรองอย่างจริงจัง

          กล่าวโดยย่อแล้ว บทความนี้เสนอว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนใหญ่ในชนบทกลายเป็นชนชั้นกลางระดับล่างสุดของเมืองไทย และด้วยเหตุปัจจัยหลายประการก็ทำให้ชนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะในชนบทเกิดความตื่นตัวทางการเมืองขึ้น เช่นเดียวกับที่ชนชั้นกลางในเมืองมีความตื่นตัวทางการเมืองมาก่อนนี้แล้ว การที่รัฐบาลทักษิณเลือกจับคนชั้นกลางระดับล่าง (ทั้งในเมืองและชนบท) เป็นฐานเสียงหลัก โดยการเสนอนโยบายที่ “โดนใจ” คนเหล่านี้ ทำให้พรรคของคุณทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จนทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอื่นไปจนเกือบหมดสิ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันได้ทำลายอำนาจต่อรองของชนชั้นกลางดั้งเดิม ทั้งต่อการตั้งรัฐบาล ล้มรัฐบาล และการกำหนดนโยบายสาธารณะลงไปพร้อมๆ กันด้วย

          ก่อนรัฐบาลทักษิณ ชนชั้นกลางดั้งเดิมแม้ว่าจะกำหนดตัวนายกฯไม่ได้ แต่ก็กำกับให้รัฐบาลทำตามความต้องการของตนได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เป็นผู้มีส่วนกำหนดตัวรัฐมนตรีได้ด้วย เนื่องจาก ส.ส.ซึ่งสังกัดหลายพรรคเป็นลักษณะเบี้ยหัวแตก ทำให้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง โดยกดดัน (ผ่านสิ่งที่เรียกกันว่า “กระแส”) ไม่ให้นายกฯกล้าตั้งยี้เป็นรัฐมนตรี หรือไม่กล้าให้ยี้บางคนคุมกระทรวงใหญ่เช่นมหาดไทย ในขณะเดียวกันก็ระแวดระวังว่ากระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ต้องมีคนที่มีฝีมือตามมาตรฐานของคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นผู้ดูแล รวมทั้งกำหนดขอบเขตการกระทำและนโยบายอื่นๆ ของนายกฯได้ในระดับสูง และแน่นอนว่าสามารถล้มรัฐบาลผ่านการชุมนุมประท้วงใหญ่ๆ ได้ด้วย แต่คุณทักษิณกลับตั้งยี้เป็นรัฐมนตรีได้ตามใจชอบ (เพราะแม้เป็นรัฐบาลผสม พรรคร่วมอื่นๆ ก็มีอำนาจต่อรองต่ำมาก) นอกจากนี้ยังสามารถแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต. หรือที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญก็ได้ด้วย ในแง่นี้ “ระบอบทักษิณ” จึงทำลายอำนาจกำหนดประเด็นสาธารณะของชนชั้นกลางดั้งเดิมไปมาก ในขณะที่อำนาจกำหนดประเด็น/นโยบายสาธารณะของชนชั้นกลางใหม่กลับเพิ่มขึ้นผ่านการเลือกพรรคของคุณทักษิณ

          ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คืออาการของการที่ระบบการเมืองในปัจจุบันไม่สามารถรองรับ/จัดสรรการแบ่งสรรอำนาจกันได้ลงตัวระหว่างชนชั้นกลางดั้งเดิมกับชนชั้นกลางใหม่ ประเด็นสำคัญคือ การปรับตัวของระบบการเมืองจนลงตัวอีกครั้งหนึ่งเพื่อสะท้อนดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปของชนชั้นต่างๆ นั้นต้องใช้เวลานาน ดังที่นิธิกล่าวไว้ว่า

          “ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจ ที่นโยบายพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำมาก็ไม่ก่อให้เกิดการปรับระบบการเมืองจนถึง 14 ตุลาคม 2516 และหลังจากนั้นก็ยังเกิดการนองเลือดและขัดแย้งกันสืบมาจนถึงกลางทศวรรษที่ 2520 ระบบการเมืองไทยจึงปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงให้ลงตัวได้ในระดับหนึ่ง (ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่พรรคการเมืองตั้งรัฐบาลที่ต้องมีนายกฯ ซึ่งกองทัพสนับสนุน) ใช้เวลาร่วม 20 ปี การปรับตัวของระบบการเมืองในครั้งนี้ คงไม่เร็วไปกว่านั้น แม้ว่าเราอาจทำอะไรไม่ได้มากในกระบวนการปรับตัวของระบบการเมือง แต่เราพอทำอะไรได้บ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความเลวร้ายของกระบวนการปรับตัว เช่น การปะทะกันจนนองเลือด เป็นต้น”

          ในแง่นี้ ความรุนแรงในคืนวันที่ 1 กันยายนจึงเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างของกระบวนการปรับตัวทางการเมืองเท่านั้น ผมจึงไม่อยากคิดถึงฉากต่อๆ ไปหนังเรื่องนี้ที่สังคมเราจะต้องทนดูไปอีกหลายปี

          หากเราจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงครั้งต่อๆ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ทำในการต่อสู้ทางการเมืองของทุกกลุ่มทุกฝ่ายคือ การใช้วิธีการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลือกใช้ในลักษณะที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายหนึ่งๆ นั้น เราไม่ต้องคำนึงว่าวิธีการที่ถูกเลือกใช้เป็นเช่นใด (ส่วนเป้าหมายแท้จริงของพันธมิตรฯ เช่น เรื่อง “การเมืองใหม่” แบบ 70/30 ว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเป็นประชาธิปไตยเพื่อใครนั้น ขอไม่อภิปรายในบทความนี้) ดังนั้นพันธมิตรฯจึงพร้อมจะหยิบประเด็นที่อ่อนไหว เช่น ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การคลั่งชาติเสียดินแดนในกรณีเขาพระวิหาร มาใช้เพื่อต่อต้านรัฐบาล เป็นต้น ประเด็นวิธีการนี้ บทความ “ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ” ของเกษียร เตชะพีระ อ้างความคิดของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ว่า”วิธีการคือหน่ออ่อนที่จะเติบใหญ่ขยายตัวกลายเป็นเป้าหมายในอนาคตข้างหน้า (Means is the end in the process of becoming.) ฉะนั้นหากเลือกวิธีการเลวร้ายตอนนี้แม้ในนามของเป้าหมายที่ดีงามในอนาคต แต่ในที่สุดแล้ววิธีการเลวร้ายที่เลือกก็รังแต่จะเติบใหญ่ขยายตัวลงเอยกลายเป็นเป้าหมายที่เลวร้ายในบั้นปลายนั่นเอง ฐานคิดทางปรัชญาของปฏิบัติการไม่รุนแรงและอารยะขัดขืนที่แท้จึงได้แก่หลักความเป็นเอกภาพของคุณค่าทางศีลธรรมระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ (moral unity of the end and the means) เป้าหมายดี ต้องเลือกใช้วิธีการดีด้วย, หากเลือกใช้วิธีการเลว เป้าหมายจะออกมาดีนั้นเป็นไปไม่ได้”

          ในทรรศนะเช่นนี้แล้ว ข้ออ้างของฝ่ายพันธมิตรฯว่าตนใช้วิธีการแบบสันติวิธีและอารยะขัดขืนจึงไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย ดังที่เกษียรกล่าวต่อว่า “[วิธีการนี้] สุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อและเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง”

          ในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯทั้งเก้าคนต้องกระทำเพื่อไม่ให้ความรุนแรงและการสูญเสียของสังคมเพิ่มขึ้นคือ การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มอบตัวให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ใช้ผู้ร่วมชุมนุมเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งก็เป็นเช่นที่พันธมิตรฯเรียกร้องให้อดีตนายกทักษิณพิสูจน์ตัวเองในศาลและให้เชื่อมั่นในกระบวนการตุลาการภิวัตน์มาโดยตลอดมิใช่หรือ

         
          หากแกนนำมอบตัวแล้ว ผมจึงจะเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรฯยึดมั่นในสันติวิธีและอารยะขัดขืนอย่างแท้จริง 

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กันยายน 2551

Read Full Post »

7 กันยายน 2551

 

“พันธมิตรฯ ต้องการเปลี่ยนระบอบการเมือง ต้องการเปลี่ยนกติกา แต่เปลี่ยนด้วยวิธีแตกหัก และไม่ยอมให้คนอื่นมาเถียงด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่ ในแง่นี้มันไม่ต่างจากตอนรัฐประหาร ถ้าจะมีการเมืองใหม่งอกออกมาจากการต่อสู้ในครั้งนี้  สังคมไทยจะไม่ได้เรียนรู้อะไร  และจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจเพราะเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เลย”

อาจารย์หนุ่มคณะรัฐศาสตร์  ธรรมศาสตร์ นักวิชาการรุ่นใหม่ที่เริ่มมีบทบาทในแวดวงฝ่าย “2  ไม่เอา”  เขาเพิ่งกลับจากทำปริญญาเอก  โดยอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ แต่ก่อนหน้านั้นก็เป็นนักกิจกรรมสังคม  โดยเป็นอุปนายก  อมธ. เมื่อปี 2539 จบมาทำงาน NGO พักหนึ่งก่อนจบโทธรรมศาสตร์แล้วก็เป็นอาจารย์
ประจักษ์อยู่ต่างประเทศตั้งแต่ก่อนเกิดพันธมิตรฯ     แต่เขียนบทความทางวิชาการกลับมาเสมอ   เช่น โต้ไชยันต์  ไชยพร  ที่เขียนแก้ต่างให้การรัฐประหาร  ก่อนหน้านั้นในยุคทักษิณออก พรก.ฉุกเฉินเพื่อใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ เขาก็เป็นคนหนึ่งที่คัดค้าน
วันนี้เขาก็คัดค้าน แต่เรียกร้องพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน

อยู่ข้างกฎหมาย

บอกว่าในกลุ่มของเขาที่มีทั้งนักศึกษาและอาจารย์รุ่นหนุ่ม มีข้อเรียกร้องหลักๆ 2 ข้อต่อพันธมิตร
“เฉพาะหน้าถ้าจะปลดชนวน  ถ้าเราอยากเป็นกลางจริงก็คือต้องอยู่ข้างกฎหมาย ถ้าสังคมไทยตั้งสติ   ข้อเรียกร้องหลักๆ   ที่คุยกันในกลุ่มมี  2  ข้อ หนึ่งคือยืนยันว่าแกนนำพันธมิตรฯ ควรจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม  มอบตัว  และควรจะสลายการชุมนุมออกจากทำเนียบรัฐบาล  แต่ให้ไปชุมนุมที่อื่นต่อได้การชุมนุมยังดำเนินต่อเนื่องไปได้เพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพไว้    คือหลายคนกลัวว่าถ้าเรียกร้องให้มอบตัวอย่างเดียวและไม่เปิดพื้นที่ให้พันธมิตรฯ    เลยก็ไม่ถูกต้อง  ฉะนั้นพันธมิตรฯ ก็ต้องมีพื้นที่ที่จะเคลื่อนไหวชุมนุมต่อไปได้  แต่ควรถอนตัวออกมาจากสถานที่ราชการ พูดง่ายๆ คือย้อนกลับไปสู่ภาวะก่อนวันที่ 26 ส.ค. ซึ่งจุดนั้นผมคิดว่าสังคมรับได้  คือการชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสันติ   ในแง่นี้   เราก็เรียกร้องว่ารัฐบาลควรจะยกเลิกประกาศ  พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  เพราะในทางปฏิบัติก็บังคับใช้ไม่ได้อยู่แล้ว สองคือถ้ายังประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  ก็ไม่มีทางถอยให้พันธมิตรฯ  ถ้าเขาออกจากทำเนียบแล้ว  พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังอยู่ เขาก็ไปชุมนุมต่อที่อื่นไม่ได้ ฉะนั้นต้องเปิดช่องให้พันธมิตรฯ มีทางถอยไปชุมนุมที่อื่นได้อย่างสงบด้วย”
พันธมิตรฯ คงไม่ยอมเพราะเขารุกแล้ว
“เราสื่อสารกับพันธมิตรฯ  และสื่อสารกับสังคม   ถ้าทำอย่างนี้พันธมิตรฯ จะเป็นฮีโร่   ในแง่หนึ่งเท่ากับยอมรับอำนาจศาล  ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองเชิดชู กระบวนการยุติธรรมทุกคนต้องรักษาเอาไว้ ถ้าพันธมิตรฯเองเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมทำงาน  บังคับใช้กับทุกคน แกนนำพันธมิตรฯ ก็ไม่ควรที่จะอยู่เหนือกฎหมายด้วย มันควรจะบังคับใช้เท่าเทียมกัน ตอนนี้ความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่งในสังคม เอาที่แบบไม่สนใจการเมืองเลย กลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน  เขามีความรู้สึกว่าทำไมกฎหมายบ้านเมืองบังคับใช้ไม่ได้  ทำไมมีกลุ่มคนที่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้  เหมือนกับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป  มันต้องแก้ไขความรู้สึกตรงนี้ก่อน  พันธมิตรฯ ไม่ยอมมอบตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมันไปทำลายระบบยุติธรรมทั้งหมดที่พันธมิตรเรียกร้องมาตลอด”
พันธมิตรฯ ให้สมัครลาออกถึงจะเจรจา
“ผมคิดว่าถ้าไปกดดันให้ยุบสภาและลาออกโดยสังคมไม่เรียกร้องให้พันธมิตรฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย   เราจะสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีเอาไว้   มันจะเสียระบบทั้งหมด เสียหลักการ  มันจะเท่ากับว่าอีกหน่อยมีใครไม่พอใจนายกฯ  ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลบ้าง   แล้วกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มไหนก็ตามไม่พอใจ  ออกมายึดทำเนียบฯ  บอกว่ารัฐบาลต้องออกไปและไม่เจรจา  ถ้าครั้งนี้สำเร็จ มาตรฐานเป็นแบบนี้  ก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะมาทำแบบนี้บ้าง ประชาธิปัตย์จะพูดอะไรไม่ออกนะ ถ้าประชาธิปัตย์เองเคยไปเรียกร้องเรื่องยุบสภาและลาออกไว้  ฉะนั้นเรื่องยุบสภาและลาออกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ตอนนี้ต้องให้สังคมไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อน   ภาวะปกติในความหมายที่กฎหมายบังคับใช้ได้ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย  หลังจากนั้นพันธมิตรฯ ก็ชุมนุมต่อ  ในสถานที่ที่ไม่ไปล่วงล้ำสิทธิเสรีภาพของคนอื่น  เมื่อถึงจุดนั้นการที่จะกดดันเรียกร้องให้นายกฯ แสดงสปิริต  ยุบสภา  หรือลาออกน่าจะทำได้  แต่ต้องให้มีการดำเนินการกระบวนทางกฎหมายไปก่อน    ไม่อย่างนั้นให้ออกตอนนี้โดยไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับแกนนำพันธมิตรฯ มันจะเสียระบบ”
จะเป็น 2 อย่างพร้อมกันไหม พันธมิตรฯ เขาไม่ยอมแน่
“ผมก็เข้าใจว่าเขาไม่ยอมแน่  ฉะนั้นสังคมก็ต้องช่วยด้วยในการแสดงออกว่าต้องการอะไร ที่มีคนเสนอประชามติ  ที่จริงไม่ต้องรอให้รัฐบาลจัดประชามติก็ได้ ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองผ่านช่องทางต่างๆ  ส่งไปรษณียบัตรมาที่สื่อมวลชน  ส่งทางทีวี ว่าตัวเองต้องการเห็นกฎหมายบังคับใช้   ก็จะเป็นการสื่อสารกับพันธมิตรฯ ในทางหนึ่ง  ถ้าประชาชนแสดงความคิดเห็นอย่างนี้มากพอพันธมิตรฯ ก็ต้องกลับไปพิจารณา”
บางส่วนก็อยากให้สมัครลาออก จะได้จบๆ อย่างกลุ่มหอการค้า
“ตอนนี้เยอะมาก   การเรียกร้องให้ยุบสภาหรือลาออกเพื่อหนีปัญหา มันเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ คนไทยเราไม่ค่อยอดทน  บางทีเราก็ยอมที่จะทิ้งหลักการ  ขอให้ปัญหามันจบๆ แต่ผมมองว่าปัญามันจะไม่จบอย่างที่หลายคนวิเคราะห์ไว้  โดยที่ไม่มีกระบวนการดำเนินการทางกฎหมายกับฝ่ายพันธมิตรฯ  มันเสียหลักการในระบอบประชาธิปไตย และยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งใหม่ ถ้าพลังประชาชนชนะกลับเข้ามาใหม่จะเกิดอะไรขึ้น  มันก็จะมีการชุมนุมระลอก  2  กลับมาอีก หรือลาออกอย่างที่หลายคนวิเคราะห์ไว้ เลือกคนอื่นมาเป็นนายกฯ แทนพันธมิตรฯ เขาก็ไม่ยอมรับอีก  มันเพียงแต่ประวิงเวลาเอาไว้เท่านั้นเอง  นำไปสู่การเคลื่อนไหวระลอก 2”
ที่จริงพันธมิตรฯ ไม่ได้ต้องการแค่นี้ ต้องการนายกฯ คนนอก จนถึงเปลี่ยนสูตรการปกครองไปเลย
“สังคมไทยมาถึงโจทย์ที่ยาก   ถ้าเรามองพ้นปรากฏการณ์เฉพาะหน้า  เรากำลังเผชิญกับขบวนการภาคประชาสังคมซึ่งไม่ได้ต่อต้านแค่รัฐบาล  หรือเรียกร้องให้เปลี่ยนรัฐบาล หรือเรียกร้องเพื่อแก้ไขนโยบายบางอย่างเหมือนขบวนการภาคประชาชนในอดีต   เช่น  สมัชชาคนจน  ชาวบ้านปากมูล คือเขาเรียกร้องที่ไม่ได้ต่อต้านระบบ  เรียกร้องให้แก้ไขนโยบายหรือกฎหมายบางอย่างที่ไม่ยุติธรรม  แต่พันธมิตรฯ เป็นขบวนการที่ต่อต้านระบบเลย  จริงๆ เขาไม่ได้ต้องการแค่เปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น   แต่ต้องการสร้างการเมืองแบบใหม่  ซึ่งมันไปพ้นจากระบอบประชาธิปไตยแล้ว  ในแง่นี้ปัญหาจะยืดเยื้อไปอีกยาวนาน”
“ถึงแม้พันธมิตรฯ จะชนะหรือแพ้ในรอบนี้ แต่การดำรงอยู่ของขบวนการลักษณะนี้  ซึ่งเรียกว่า   Anti System  ไม่ยอมรับระบอบ  ไม่ยอมรับกติกาที่เป็นอยู่ ต้องการรื้อกติกาใหม่ทั้งหมดโดยใช้วิธีแบบแตกหักด้วย   การดำรงอยู่ของกลุ่มแบบนี้มันเป็นปัญหาในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา   ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม  เวลาเผชิญกลุ่มแบบนี้จะมีความตึงเครียดเกิดขึ้น  จะไม่จบง่ายๆ  เพราะมันไม่มีจุดที่จะเจรจาได้ คนสงสัยว่าทำไมเจรจายาก ก็เพราะว่าเขาต้องการก้าวข้ามพ้นระบอบนี้  เวลาเจอขบวนการสมัยก่อนมันมีจุดที่เจรจาได้  เรียกร้องปิดเขื่อนเปิดเขื่อน  แต่นี่เขาต้องการต่อต้านระบอบ ผมเห็นด้วยกับ อ.เกษียร ที่บอกว่าการดำรงอยู่ของพันธมิตรฯ  ไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะแค่ฝ่ายค้าน  แต่มันกลายเป็นขบวนการต่อต้านระบอบทั้งหมดแล้ว ในระยะยาวเราจะอยู่กับสภาวะแบบนี้อย่างไร ก็เป็นโจทย์ที่ยาก”
สมมติพันธมิตรฯ ชนะในเฉพาะหน้านี้จะเป็นอย่างไร
“ก็ยังมองไม่ออก  เพราะหนึ่งเขายืนยันว่าจะใช้การเมืองใหม่  70:30  เขาจะผลักดันเรื่องนี้  แต่ตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าชนะนี่ชนะแบบไหน พันธมิตรฯ ในแง่หนึ่งดูเหมือนต้องการที่จะเคลื่อนไหวเพื่อยึดอำนาจรัฐ  ไม่ได้ต้องการแค่เปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น แต่ยึดอำนาจรัฐแล้วอย่างไร ถ้ากองทัพทำรัฐประหารก็คือ เขาขึ้นมาเป็นรัฐบาล  ถ้าพันธมิตรฯ ยึดอำนาจรัฐแล้วเขาจะทำอย่างไรต่อ ยังมองไม่ออกว่าจะไปทางไหน
ใครจะมาเป็นรัฐบาล  นายกฯ จะมาจากไหน  และจะผลักดัน  70:30  อย่างไร  พูดง่ายๆ   ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ  เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มาจากการรัฐประหารก็ยังยอมรับการเลือกตั้ง   แต่พันธมิตรฯ ไปไกลกว่านั้นอีก  คือปฏิเสธระบบเลือกตั้งเลย  ใช้ระบบแต่งตั้งเป็นหลัก  ซึ่งการจะทำอย่างนั้นก็ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เลยยังมองไม่ออกว่าถ้าพันธมิตรฯ ชนะจะนำพาไปสู่อะไร”
ดูเหมือนพันธมิตรฯ เองก็ยังมองไม่ออก
“มันเลยทำให้สังคมสับสนด้วยว่าเป้าหมายปลายทางของพันธมิตรฯ  คืออะไร ต้องการเรียกร้องไปถึงระดับไหน   ตอนนี้หลายคนก็เริ่มงงแม้แต่คนที่หนุนพันธมิตรฯ อยู่  ขนาดคุณอภิสิทธิ์ยังออกมาให้สัมภาษณ์ว่าระบบ 70:30 แกก็รับไม่ได้ ซึ่งผมดีใจที่คุณอภิสิทธิ์พูดแบบนี้เพราะนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องรู้ว่าระบอบนี้มันสวนทางกับระบอบประชาธิปไตย   และก็จะไปลดอำนาจของเขาเอง   ประชาธิปัตย์ก็จะได้รับผลกระทบด้วย การเมืองใหม่แบบพันธมิตรมันเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนมากถ้าเราใช้ระบอบนี้   มันไม่เคยมี  ยกเว้นภายใต้ระบอบเผด็จการทหารซึ่งไม่ต้องแคร์สายตาชาวโลก   จะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ แต่สังคมไทยย้อนกลับไปสู่จุดนั้นไม่ได้แล้ว  เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับชาวโลก ถ้านำระบอบการเมืองแบบนี้มาใช้ ใครจะยอมรับ”
เราบอกว่ายังมองไม่เห็นทางที่พันธมิตรฯ  จะเอาระบอบนี้มาใช้อย่างไร  แต่ปัจจุบันพันธมิตรฯ เอาความไม่พอใจรัฐบาลความเกลียดทักษิณมาใช้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปลงตรงไหน
“เราต้องแยกสิ่งที่เรียกว่ารัฐบาลกับตัวระบอบการเมือง   รัฐบาลมาแล้วไป  เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ  แต่ระบอบการเมืองคือสถาบันทางการเมืองทั้งหลายและกฎกติกาในระบอบประชาธิปไตย  มันคงอยู่ของมัน แม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล  หลายคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ จริงๆ  อาจจะไม่ไปไกลกับข้อเสนอของพันธมิตรฯ ก็ได้  คือไม่ชอบรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลสมัคร แต่เขาอาจจะไม่ได้สนับสนุนการเมืองใหม่ 70:30 เขาแค่ไม่ชอบขี้หน้าทักษิณ  สมัคร  และต้องการเปลี่ยนรัฐบาล  ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบ แต่แกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้ปฏิเสธแค่ตัวรัฐบาลทักษิณหรือสมัครเท่านั้น   แต่ต้องการเปลี่ยนระบอบเลย  ผมไม่แน่ใจว่าในที่สุดแล้ว แม้กระทั่งมวลชนของพันธมิตรฯ เองได้มีการสื่อสารและเข้าใจเรื่องระบบการเมืองใหม่มากน้อยแค่ไหน”
มันอาจจะเป็นความรู้สึกไม่พอใจที่ว่าเลือกตั้งทีไรก็แพ้พรรคพลังประชาชนอยู่ดี   ถึงต่อต้านระบอบที่เป็นอยู่
“ตรงนี้แหละครับที่สังคมไทยต้องตั้งหลัก   ทำไมเราไปคิดว่าการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไม่ได้  ทำไมไปปักใจเชื่อตั้งแต่ต้นแล้วว่าพรรคพลังประชาชนจะชนะตลอดไป  ชนะตลอดกาล  คือเขาอาจจะชนะ   2 ครั้งติดกัน  3  ครั้งติดกัน  แต่ไม่มีหรอกที่จะชนะตลอดกาล ในต่างประเทศแม้แต่อเมริกา  เดโมแครต รีพับลิกัน  มันมีบางช่วงเหมือนกันที่พรรคใดพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งติดต่อกันถึง  4 สมัย เท่ากับ 16 ปีเลยนะ  แต่คนเขาก็อดทนรอได้  เพราะมันไม่มีการแพ้ชนะแบบเด็ดขาดถาวร ระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน  เราอาจจะแพ้ในวันนี้แล้วไปชนะในวันหน้า   แต่การที่จะชนะมันก็ต้องมีนโยบายปรับปรุงนโยบายที่ก้าวหน้าขึ้นแล้วก็สู้กัน   พรรคที่เราเชียร์  วันหนึ่งมันก็จะชนะได้  ขึ้นอยู่กับว่ามีนโยบายอย่างไร   มีแคมเปญทางการเมืองที่น่าสนใจหรือเปล่า  ถ้าคุณแพ้คุณก็ต้องยอมรับ  ถ้ากติกาถูกออกแบบมาอย่างไม่ได้บกพร่องนัก  และก็เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี แม้แต่ทวีปแอฟริกาที่เราคิดว่าล้าหลังที่สุดแล้ว   ก็ยังมีประสบการณ์ชี้ให้เห็นว่าผู้นำที่แสนจะคอรัปชั่น  เลวทรามชั่วช้า  ไม่มีประสิทธิภาพ  ท้ายสุดพอนำเอาระบอบเลือกตั้งมาใช้  เอาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้ ผู้นำเหล่านี้ก็ถูกขจัดไปได้ผ่านการเลือกตั้ง   อาจจะมีอำนาจอยู่  1 หรือ 2 สมัย แต่ท้ายสุดระบอบประชาธิปไตยมันจัดการตัวเองได้   เราต้องเชื่อมั่นว่าระบอบประชาธิปไตยมันขจัดพรรคการเมืองและผู้นำที่ไม่ได้เรื่องออกไปได้ ตอนนี้เราไม่เชื่อตรงนั้น”
ไม่เชื่อเพราะยุคทักษิณ
“เราไปปักใจล่วงหน้าเสียแล้ว   เพิ่งแข่งแค่ครั้งสองครั้ง ตอนที่ถูกรัฐประหารคุณทักษิณเพิ่งอยู่ในอำนาจแค่   5 ปีนะครับ ไม่ได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเลย จอร์จ บุช อยู่ในอำนาจ  8  ปี  ดำเนินนโนบายหลายอย่างที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วยเลย  แต่เขาก็ยอมรับกติกา  ฝ่ายที่ต่อต้านบุชไม่เคยคิดว่าจะไปเรียกร้องทหารให้มารัฐประหาร  เพราะเขารู้ว่าทำแบบนั้นมันทำลายระบอบทั้งหมดที่เขาสั่งสมมาเป็นร้อยปี  ก็อดทน ก็สู้ด้วยแคมเปญ จนครั้งนี้กลับอาจจะชนะได้แล้ว  ทำไมคนไทยไม่สามารถเรียนรู้ที่จะอดทนและแข่งขันกันภายใต้กติกาที่เรากำหนดไว้”
ก็มีความเชื่อที่ว่านักการเมืองมาจากทุนท้องถิ่น  ซื้อเสียง ระบบอุปถัมภ์ เลือกตั้งทีไรเนวินได้ทุกที
“เวลาเราบอกว่าต้องรักษาระบอบไว้  ไม่ได้หมายความว่ากติกาที่เราใช้อยู่ปัจจุบันไม่มีข้อบกพร่องเลย  ทั้งฉบับ 2540 และ 2550 มีข้อบกพร่องคนละแบบ มันมีจุดที่เราต้องแก้ไข  เพียงแต่ไม่ใช่ไปปฏิเสธมัน  แต่เราต้องปฏิรูปมัน ถ้าเราเห็นว่ากติกาปัจจุบันมีข้อบกพร่องอยู่  ระบอบการเลือกตั้งที่ออกแบบมาเอื้อให้กลุ่มทุนท้องถิ่น  เราก็ต้องออกแบบการเลือกตั้งใหม่  อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของทุกสังคมประชาธิปไตย  ก็คือกฎกติกาเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์  ปฏิรูปให้มันดีขึ้น  เพราะมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาตลอด แต่ไม่ใช่ปฏิเสธระบอบ  พอบอกว่าการเลือกตั้งมีปัญหา  ถ้าอย่างนั้นกลับไปแต่งตั้งดีกว่า  มันถอยหลังเข้าคลอง”

ปฏิรูปการเมือง ไม่ใช่รัฐประหาร

พันธมิตรบอกว่าของเขาไม่ใช่แต่งตั้ง แต่เลือกตั้งจากตัวแทนอาชีพ
“เรื่องนี้เอาให้ถึงที่สุดเลยผมยินดีที่จะถกเถียงแลกเปลี่ยนกับแกนนำพันธมิตรฯ ในประเด็นความเห็นว่าการเมืองใหม่หน้าตามันเป็นอย่างไร  มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร และทั้งสังคมก็ควรมีส่วนร่วมเข้ามาถกเถียงความคิดตรงนี้ด้วย   เพราะเป็นความคิดที่ต้องการออกไปจากระบอบนี้   เป็นเรื่องใหญ่  ทั้งสังคมต้องมาช่วยกันถกเถียง  ปัญหาคือแกนนำพันธมิตรฯ ยังไม่เคยรณรงค์ทางการเมืองอย่างจริงจังเลย  แต่ตอนนี้แตกหักแล้ว  ยึดทำเนียบฯ ปุ๊บแล้วจะมาบังคับยัดเยียดให้คนทั้งสังคมต้องรับการเมืองใหม่ไปด้วย  ไม่ว่านายกจะยุบสภาหรือลาออก  เขาพูดไว้ชัดเจนว่าพันธมิตรฯ  ต้องเป็นตัวละครสำคัญทางการเมือง ทุกคนต้องมาคุยกับเขาและต้องรับการเมืองใหม่ไป  อย่างนี้มันหักหาญกันเกินไป เพราะระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าใครจะมีความเห็นอย่างไร   มีได้  แตกต่างกันได้  แต่ถ้าจะให้ความคิดของตัวเองได้รับการยอมรับ นำไปปฏิบัติ  มันก็ต้องโน้มน้าวจูงใจคนโดยใช้เหตุผล  ฉะนั้นพันธมิตรฯ ก็ควรเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการรณรงค์เรื่องนี้   เสนอเลย จะผ่านสื่อมวลชนหรือดีเบตตามที่ต่างๆ ผมยินดีไปร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วย   และท้ายสุดก็คือให้สังคมมาร่วมถกเถียงแลกเปลี่ยนและตัดสินใจว่ามันดีกว่าระบอบที่เราเป็นอยู่ปัจจุบันไหม   แต่ไม่ใช่มาใช้วิธียึดทำเนียบฯ แล้วบอกว่าสังคมต้องใช้การเมืองใหม่  ต้องรับการเมืองใหม่ไป  คนยังไม่รู้เลยว่าการเมืองใหม่คืออะไร  และไม่เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เขาศึกษาทำความเข้าใจก่อน”
ประจักษ์บอกว่ารูปแบบการเลือกตั้งสาขาอาชีพหรือสรรหา  ที่จริงก็มีได้ แต่ใช้เป็นเพียงส่วนเสริม
“มันต้องใช้เป็นส่วนเสริม   ไม่ใช่ใช้เป็นส่วนหลัก หมายถึงส่วนที่มาจากการสรรหา ในอดีตอาจจะเคยมีใช้  แต่ปัจจุบันพูดได้เลยว่าทั่วโลกตอนนี้กฎเกณฑ์กติกาหรือระบอบการเมืองที่เกือบทุกประเทศยอมรับร่วมกันว่ามีข้อบกพร่องน้อยที่สุด  ก็คือระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นกฎกติกาที่ผ่านการทดลองใช้มาจนถึงจุดที่เรายอมรับร่วมกันว่ามีข้อบกพร่องน้อยที่สุด”
“มันมีหลักง่ายๆ   3 ข้อที่อยากพูดไว้ คือตอนนี้ทุกคนอยากใช้ประชาธิปไตยตามใจชอบจนเหมือนมันไม่มีความหมายแล้ว   เป็นอะไรก็ได้  ประชาธิปไตยมีหลัก  3  ข้อที่เป็นหัวใจสำคัญ  หนึ่งก็คือประชาชนต้องมีอำนาจในการเลือกผู้แทนของตัวเอง คืออำนาจอธิปไตยที่ปวงชนควรมีอำนาจตัดสินใจที่จะให้ใครขึ้นมาสู่อำนาจ   กระบวนการที่จะมารองรับหลักการข้อนี้คือจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์เสรีและยุติธรรม  และทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน มีความเสมอภาคทางการเมือง”
“เราต้องเชื่อในหลักของความเสมอภาคก่อน   ถ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ก็กลับไปสู่ว่าคุณจบปริญญาตรีควรมีเสียงมากกว่าคนอื่น   มันไม่ยอมรับหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยแล้ว  เหมือนยุโรปสมัยหนึ่งที่คนรวยมีทรัพย์สินมากกว่าก็มีเสียงมากกว่า   จะเอาแบบนั้นไหม  ก็ต้องมาพูดกันตรงๆ   ว่าเราไม่ยอมรับความเสมอภาค นี่คือข้อแรก หลักความเสมอภาคทางการเมืองและประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจเลือกผู้แทนมาใช้อำนาจแทนเขา”
“ข้อที่สองคือสิทธิเสรีภาพทางการเมือง  เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ได้รับอำนาจไปแล้วใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ซึ่งเป็นสิ่งที่พันธมิตรฯ ติง หลายคนเป็นห่วงเรื่องนี้ว่าประชาธิปไตยไม่ได้จบแค่การเลือกตั้ง   ซึ่งถูกต้อง  มันต้องมีหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมในที่สาธารณะเพื่อที่จะให้คนมาเคลื่อนไหวโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง  อาจจะผ่านสื่อ เดินชุมนุมประท้วงเพื่อกำกับตรวจสอบผู้แทน”
“หลักข้อที่สามคือกลไกรัฐทั้งหลาย  ทหาร ตำรวจ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง   เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้กำลังอำนาจเข้ามาบิดเบือนเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ประชาชนที่เลือกตั้ง   มี  2 ข้อแรกไม่พอ ถ้ามีข้อ 2 แต่กองทัพมีอำนาจมากและมาแทรกแซงทางการเมืองตลอด   สองข้อนั้นก็ไม่มีความหมายเพราะถูกรัฐประหารโดยกองทัพได้ทุกเมื่อ   อันนี้เป็นหลักการใหญ่แต่รายละเอียดปลีกย่อยแล้วแต่แต่ละสังคมจะออกแบบการเลือกตั้งอย่างไร   ระบบพรรคการเมืองอย่างไร เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปได้ในแต่ละสังคม แต่อย่างน้อยคุณต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อนี้เอาไว้”
ความจริงข้อ  2 คือสิทธิของคนชั้นกลาง เพราะคนชั้นกลางเสียงดังกว่าชาวบ้านอยู่แล้ว
“ความจริงก็ให้กับทุกคน   แต่เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจมันเหลื่อมล้ำมาก  ถึงมีสิทธิเสรีภาพจริงตามรัฐธรรมนูญแต่ไม่มีปัญญาใช้สิทธิเสรีภาพนั้นถ้ายังยากจนมาก  แค่หากินไปวันๆ ก็จะแย่แล้ว  ฉะนั้นเราต้องพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย  ถ้าจะออกจากวิกฤตินี้ในระยะยาว เวลาเราไปโจมตีว่าคนชนบทซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือไม่ตื่นตัวทางการเมือง   ถ้าไม่อยากให้เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าพ่อก็ต้องไปปลดแอกเขาให้เขาลืมตาอ้าปากได้”
ปัญหาคือฝ่ายที่อยากรักษาระบอบประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเถียงได้เต็มปากว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและพัฒนาต่อไปได้  เพราะสังคมไทยเกลียดชังนักการเมืองมาหลายสิบปี เลือกทีไรก็เลวทุกที
“มันเป็นปมปัญหาใหญ่ที่ทำให้ฝ่ายที่ต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้บางทีก็อึ้งไปเหมือนกันการได้คุณสมัครมาเป็นนายกฯ    มันก็เป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยเพราะทำให้คนไม่รู้สึกอยากจะได้ระบอบประชาธิปไตย  บางคนบอกว่ามีประชาธิปไตยแล้วได้นายกฯ  อย่างคุณสมัครหรือ ไปติดภาพคุณสมัครจนไม่สามารถมองพ้นไปได้  และไปมองว่ารัฐบาลเท่ากับระบอบ    ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่ดี นายกฯ ไม่ดี ตัวระบอบก็ไม่ดีด้วย ซึ่งเราก็ต้องตั้งสติในเรื่องนี้”
“ที่ผ่านมาระบอบประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ก็มีข้อบกพร่องจริง   แต่ถามว่าเราจะทำอย่างไรต่อ   ผมคิดว่าความพยายามครั้งหนึ่งของสังคมไทย  ซึ่งเป็นโมเดลที่ดีก็คือการปฏิรูปการเมืองเมื่อ  2540 ในที่สุดเราได้รัฐธรรมนูญ  2540  มา  โจทย์จริงๆ  แล้วมีส่วนที่คล้ายกับที่พันธมิตรฯ  เรียกร้องอยู่ตอนนี้  คือระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนมีปัญหา  แต่ตอนนั้นกระบวนการซึ่งนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ   ก็คือพยายามจะปฏิรูประบอบประชาธิปไตย  ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง  ปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร  ตุลาการ โดยไม่ปฏิเสธมัน และเป็นกระบวนการปฏิรูปการเมืองอย่างสันติด้วย  รวมทั้งพยายามสื่อสารกับประชาชน ผมอยากเห็นการปฏิรูปการเมืองแบบนั้นอีก ถ้าจะมีในรอบ 2”
“แต่วิธีแตกหักและไม่ยอมเจรจา  สงครามครั้งสุดท้ายอย่างเดียว  มันไม่นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง  เพราะมันไม่เปิดโอกาสให้คนใช้เหตุผลแลกเปลี่ยนกันแล้ว คนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ  ก็ใช้อารมณ์กัน ในกระบวนการต่อสู้แบบนี้บาดเจ็บทุกฝ่าย ไม่ทำให้ภาพทางการเมืองไทยเข้มแข็ง  มันมีแต่อารมณ์เกลียดชังกัน และผลักให้ไปเลือกข้าง  ตัวที่เป็นความคิดเห็นที่แตกต่างแทบจะไม่ได้เอามาถกเถียงกันเลย กลายเป็นเรื่องยุทธศาสตร์รายวัน  มันเหมือนดูมวยแล้วตอนนี้  ใครชอบฝ่ายไหนก็เชียร์ให้ชนะ แต่ปัญหาความขัดแย้งจริงๆ  ที่เราแบ่งขั้วกันเพราะอะไร  มานั่งตั้งสติกันคิดว่าเราเห็นแตกต่างกันเรื่องอะไรแน่ ให้เหตุผลได้ทำงานบ้าง”
มันเป็นความเกลียดชังไปแล้ว
“ถ้าจะบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง   ปฏิวัติการเมืองปฏิวัติประชาชน  มันก็เป็นการปฏิวัติที่อยู่บนฐานความเกลียดชัง   มากกว่าเป็นการปฏิรูปที่อยู่บนฐานการให้การศึกษากับประชาชน  ปี 2550 เราได้รัฐธรรมนูญใหม่  แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากกระบวนการให้การศึกษาทางการเมืองและแลกเปลี่ยน   ใช้วิธีลัดวงจร รัฐประหาร ไม่เปิดให้มีกระบวนการถกเถียงแลกเปลี่ยนกันเต็มที่  ตอนนี้ฝ่ายพันธมิตรฯ ต้องการเปลี่ยนระบอบการเมือง ซึ่งพ้นไปจากแค่ตัวกฎหมาย  นโยบาย หรือรัฐบาล พูดง่ายๆ ต้องการเปลี่ยนกติกา  แต่เปลี่ยนด้วยวิธีแตกหัก  และไม่ยอมให้คนอื่นมาเถียงด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่ ในแง่นี้มันไม่ต่างจากตอนรัฐประหารเท่าไหร่   ถ้าจะมีการเมืองใหม่งอกออกมาจากการต่อสู้ในครั้งนี้ สังคมไทยจะไม่ได้เรียนรู้อะไร  และจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่พอใจเพราะเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เลย”
เป็นการเมืองใหม่ที่มาจากการเอาชนะ
“มันไม่เป็นประโยชน์  ฉะนั้นโจทย์คือเราจะทำอย่างไรที่เจรจาหว่านล้อมให้พันธมิตรฯ และรัฐบาลกลับเข้ามาต่อสู้กันในภาวะปกติ  และก็มาถกเถียงเรื่องกติกาที่ทุกคนจะยอมรับร่วมกันจะเป็นอย่างไร”
เหมือนกับว่าต้องพ้นเวลานี้ไปก่อน ต้องเอาชนะกันก่อน จึงค่อยคุยกัน
“ซึ่งเป็นอุปสรรคของการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย  เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของสงคราม   ไม่ใช่เรื่องการแตกหัก ไม่ใช่ว่าใครถูก 100 เปอร์เซ็นต์และอีกฝ่ายผิด 100  เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราเชื่อว่าเราถูก  100 เปอร์เซ็นต์เราไม่อยากเจรจาแล้ว ถ้ามองแบบนั้นเราอยู่ด้วยกันไม่ได้ในระบอบประชาธิปไตย   พอไปคิดอย่างนั้นมันจะเข้าสู่วิธีคิดแบบทหารทันที แบบสงคราม  ทำอย่างไรจะเอาชนะฝ่ายนี้ กำจัดออกไปให้ได้ และบังคับใช้ความคิดของตัวเองที่คิดว่าถูก 100 เปอร์เซ็นต์”
พันธมิตรฯ ก็คงคิดแบบนี้ ล้างทักษิณ พลังประชาชนไปก่อนแล้วค่อยมาคุยกันด้วยเหตุผล
“ในกระบวนการนั้นเขาได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว   เพราะประชาธิปไตยคือการอยู่ร่วมกัน   ทุกคนมีความเสมอภาคทางการเมือง  เพราะเราเชื่อว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลที่น่ารับฟัง  และจากการแลกเปลี่ยนเหตุผล   ท้ายที่สุดอาจจะไม่มีใครได้อย่างใจตัวเอง  100  เปอร์เซ็นต์ มันไม่ใช่ระบอบเผด็จการที่จับอีกฝ่ายไปขังคุก หรือสังหารหมู่ไปเลย ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างในหลายประเทศ  เพราะคิดว่าอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว หรือคอมมิวนิสต์ก็กำจัดคนที่มีอุดมการณ์ต่างกัน มันก็เลยเกิดเป็นโศกนาฏกรรมหลายๆ ครั้งในประวัติศาสตร์”
“ฝ่ายที่เอาใจช่วยพันธมิตรฯ  อยู่ก็คงต้องคิดว่าถ้าสมมติพันธมิตรฯ ขึ้นมามีอำนาจจริงๆท่าทีแบบนี้เขาจะยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างไหม  แม้กระทั่งในกลุ่มเอ็นจีโอด้วยกัน  นักวิชาการที่เป็นแนวร่วมกับพันธมิตรฯ   ถ้าถึงเวลานั้นคิดว่าสามารถเห็นต่างจากพันธมิตรฯ ได้ไหมเขาจะรับฟังข้อถกเถียงที่ต่างจากเขาได้ไหม ผมก็สงสัยอยู่”
อ.ปริญญา ก็ถูกด่าตลอด
“ขนาดแกมีท่าทีที่เป็นมิตรกับพันธมิตรฯ ข้อเสนอริบบิ้นสีขาวซึ่งเป็นกลางมาก แกยังโดนด่าเลย  ใครก็ตามที่เห็นต่างไปจากพันธมิตรฯ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงมาก   ซึ่งพันธมิตรฯ ต้องถามตัวเองด้วยว่ามีจิตใจเป็นนักประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ในการรับฟังคนอื่น”
มันเหมือนกองทัพเวลาสู้ศึก เขายอมให้กำลังพลไขว้เขวไม่ได้
“กลัวมวลชนเขาสับสนถ้ามีคนอื่นความเห็นต่าง  แต่นี่เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามนะครับ มีนักคิดเขาพูดไว้ดี     คือเมื่อใดก็ตามที่เราคิดในกรอบของมิตรกับศัตรู    ในทางการเมือง   แนวคิดแบบนี้เป็นอุปสรรคกับระบอบประชาธิปไตย   ทำให้เกิดความตึงเครียดตลอดเวลา เพราะเราไม่เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพื่อนร่วมสังคม   คิดว่าจะต้องกำจัดเขาออกไปให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม  ผมก็ไม่ได้เรียกร้องขนาดว่าพันธมิตรฯ  นปช.ต้องรักกัน  แค่ไม่เกลียดกัน และอยู่ร่วมกันได้  ผมก็รู้ว่าผมจะต้องอยู่กับคุณจำลอง คุณสนธิ แม้เราจะเห็นต่างกัน เราก็เถียงกันไปอย่างนี้”

อนาคต 3 ทางเลือก

ไม่ว่าสถานการณ์เฉพาะหน้าจะจบอย่างไร พันธมิตรฯ ก็คงมีบทบาทอยู่ต่อไป
“ผมว่าพันธมิตรฯ มีทางเลือกอย่างน้อย  3 ทาง ที่ผมนึกออก ทางหนึ่งก็คือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป ไม่ว่าจะแพ้ชนะในคราวนี้  คงเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองนอกสภาต่อไป  โดยที่ยังคงแนวคิดการเมืองใหม่ไว้  และก็เคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งจะสร้างความตึงเครียดให้ระบอบต่อไปเรื่อยๆ  ไม่ว่าพรรคไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็จะต้องเผชิญกับการกดดันของการเคลื่อนไหวจากพันธมิตรฯ   ถ้าแนวคิดการเมืองใหม่ยังมีอยู่และพันธมิตรฯ เลือกที่จะเคลื่อนไหวกดดันนอกสภา  ทางเลือกที่  2 ก็คือเคลื่อนไหวกดดันนอกรัฐสภาต่อไป แต่พันธมิตรฯ ปรับหรือลดทอนความคิดของตัวเองลงมา   แทนที่จะต่อต้านระบอบทั้งหมด  ปรับแนวคิดการเมืองใหม่ลงมา  ให้ยังคงยอมรับระบอบอยู่   แต่แก้ไขกฎหมายบางอย่าง ก็คือลดดีกรีลงมา และทางที่ 3 แปลงตัวเองเข้าไปต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย อาจจะตั้งพรรคการเมือง”
บางคนเชื่อว่าสมมติประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล  พันธมิตรก็จะค่อยๆ  ลดบทบาทไปเอง
“ก็จะเป็นตัวชี้วัดว่าตกลงพันธมิตรฯ  ต้องการอะไรกันแน่  เป็นแค่ความเกลียดทักษิณหรือรัฐบาล  คุณสมัครหรือเปล่า  แล้วชูเรื่องการเมืองใหม่มาเป็นแค่เทคนิคเฉพาะหน้าโดยที่ไม่ได้จริงจังอะไรกับมัน  ถ้าเครือข่ายอำนาจของทักษิณหมดไป  ประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาล  ตัวเองก็ยอมที่จะล้มเลิกการเมืองใหม่  ถ้าอย่างนั้นก็เป็นมวยล้มต้มคนดูเหมือนกันนะครับ  คนที่เชียร์พันธมิตรฯ  ก็อาจต้องวิจารณ์ด้วยว่าตกลงเอาอย่างไรกันแน่ อ้าว ตกลงไม่ได้ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภานี่  สมมติเลือกตั้งใหม่ประชาธิปัตย์ชนะมา  กฎกติกาไม่เปลี่ยน แล้วถ้าพันธมิตรฯ  หยุดเคลื่อนไหว  ไม่กดดันเรียกร้องการเมืองใหม่ต่อ ก็ต้องถามว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้เห็นปัญหาของระบอบการเลือกตั้งจริงๆ   น่ะสิ  และจริงๆ  ก็ยอมรับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา”
คืออาจจะเหลือแค่แกนนำกับแฟนพันธุ์แท้ส่วนหนึ่ง  แต่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ร่วมด้วย  ถ้าประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล รู้สึกว่าชนะทักษิณแล้ว
“เป็นไปได้   แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงควรจะยิ่งตั้งข้อสงสัยต่อพันธมิตรฯ มากขึ้นนะครับว่าตกลงเคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายเพื่ออะไรกันแน่ และอุดมการณ์คืออะไรกันแน่”
สมมติประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้จริง   พันธมิตรเหลือคนส่วนน้อยที่ชูการเมืองใหม่ต่อไป เขาจะเป็นอย่างไร
“เขาก็ยังคงฐานะเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองนอกรัฐสภาต่อไป    แต่พลังอาจจะน้อยลง  มันก็เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย    กลุ่มเคลื่อนไหวกดดันทางการเมืองก็มีวงจรชีวิต  ไม่มีกลุ่มไหนที่เข้มแข็งได้ตลอดไป   แล้วแต่บริบททางการเมือง  บางกลุ่มถึงจุดหนึ่งเขาก็แปรตัวเองเข้าไปเป็นพรรคการเมือง  ไปสู้ในระบอบ เช่น พรรคกรีน หรือพรรคฝ่ายขวา อนุรักษ์นิยมในหลายประเทศ  ในออสเตรเลียที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์  ตอนแรกก็กดดันเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก   ต่อต้านผู้อพยพ  ท้ายสุดก็เข้าไปสู้ในระบดีกว่า  คือสู้ข้างนอกนานๆ  มันก็เหนื่อย ใช้เงินเยอะ   ฉะนั้นจากประสบการณ์กลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา  ถึงจุดหนึ่งแปรไปเป็นพรรคการเมือง  ในบราซิลพวกกลุ่มฝ่ายซ้าย  สหภาพแรงงานท้ายสุดก็รวมกันตั้งเป็นพรรคการเมือง  อันนั้นก็เป็นวิธียึดอำนาจรัฐอย่างชอบธรรม ผ่านกฎกติกาในระบอบ ฉะนั้นจะไปผลักดันกฎหมายอะไรก็ได้”
“อีกแบบหนึ่งก็คือตายไปเอง   ค่อยๆ ลดกำลัง มวลชนน้อยลง อาจจะตายเพราะว่าจบภารกิจแล้ว  อย่างกลุ่มขบวนการฝ่ายขวาไทย เกิดขึ้นมาหลัง 14 ตุลาเพื่อมาทำลายพลังของนิสิตนักศึกษา  พอเกิด 6 ตุลารัฐสังหารหมู่  ทำลายขบวนการนิสิตนักศึกษา  ฝ่ายขวาก็จบภารกิจ   กลุ่มกระทิงแดง  นวพล  ก็สลายตัวไปโดยธรรมชาติ  ก็ต้องถามว่าพันธมิตรจัดตั้งรวมตัวกันเพื่อแค่เคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณและสมัคร  แค่นั้นหรือเปล่า  ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนรัฐบาลกลายเป็นประชาธิปัตย์  เราก็อาจจะไม่ได้เห็นพันธมิตรฯ อีกก็ได้”
“ในระบอบประชาธิปไตยมันไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่าตัวเองเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชนทั้งหมด   คนไทยทั้ง  60  กว่าล้านคน  ผมเชื่อว่าไม่มีแค่  2 ขั้วนี้ บางคนเชียร์พันธมิตรฯ  บางคนไม่เชียร์ใครเลย บางคนเชียร์ นปช.หรือบางคนเห็นด้วยกับพันธมิตรในเรื่องนี้แต่ไม่ใช่ทั้งหมด  สังคมไทยมันมีหลายเฉด  เราอย่าพยายามไปผลักไสให้คนเหล่านี้อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง   บางทีมติมหาชน   ประชามติ  มันไม่ได้สะท้อนออกบนท้องถนนเท่านั้น คือเราเห็นการเคลื่อนไหวบนท้องถนนแล้วเราไปสรุปทันทีว่า  คนทั้งหมดคิดอย่างนี้ มันมีคนที่เขาไม่มีช่องทางแสดงความคิดเห็นอีกเยอะแยะ”
ช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความเห็น
“กลายเป็นว่าตอนนี้เราเห็นแต่มี 2 ขั้ว แต่ผมไม่เชื่อว่ามันมีแค่นี้ คงมีคนอีกเยอะแยะที่ไม่เห็นด้วยกับทั้ง   2  กลุ่ม  หรือสนับสนุนเป้าหมายของพันธมิตรฯ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพันธมิตรฯ  สนับสนุนเป้าหมาย  นปช.แต่วิธีการ  นปช.ก็รับไม่ได้ เราจะทำอย่างไรที่จะเปิดช่องทางความคิดเห็นให้หลากหลาย  และสามารถเข้าถึงความคิดเห็นของคนทั่วๆ   ไป อย่าไปมองว่าเจตจำนงประชาชนมีหนึ่งเดียว  เป็นก้อนก้อนเดียว  แล้วมองว่าตอนนี้ประชาชนเผชิญหน้ากับรัฐ   อันนี้มันเป็นกรอบเก่าที่เราติดมาจาก  14 ตุลา ตอนนี้เราใช้กรอบทำความเข้าใจกับการเมืองไทยแบบนั้นไม่ได้   ว่ามีประชาชนสู้กับรัฐ  และรัฐเป็นทรราช  ประชาชนมีเจตจำนงหนึ่งเดียวและเป็นพระเอกสู้กับผู้ร้าย   เราต้องพ้นกรอบนั้นไปก่อน  และตั้งหลักว่ารัฐบาลตอนนี้จะมีข้อบกพร่องอย่างไร   มีหลายเรื่องที่เราไม่ชอบ  แต่เขามีฐานที่มาที่ชอบธรรมกว่ารัฐบาลเผด็จการทหาร  เราเดินมาไกลพอสมควร มาถึงจุดที่อย่างน้อยมีการเลือกตั้ง การแข่งขัน  จะมีข้อบกพร่องอย่างไรก็ดีกว่าเผด็จการทหารแน่นอน  ฉะนั้นวิธีที่สู้กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมันไม่ควรเป็นวิธีเดียวกับที่เราสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหาร”
“และตอนนี้ประชาชนก็เสียงแตกเป็นหลายกลุ่มแล้ว    ถ้าเราไปจับว่าพันธมิตรฯ เท่ากับประชาชนทั้งหมด  เราเอาคนกลุ่มคนอื่นไปไว้ตรงไหน  อย่างน้อยเอาคน 10 กว่าล้านคนที่เลือกพรรคพลังประชาชนมาไปไว้ที่ไหน    ถ้าเราจะเคารพเสียงของประชาชนหรือการตัดสินใจ เราต้องเคารพทั้งหมดนะครับ  มันไม่ใช่ว่าเราไปดูถูกประชาชนกลุ่มหนึ่ง  แล้วเราไปยกย่องประชาชนกลุ่มหนึ่ง   ถ้าเรายอมรับมวลชนที่มาร่วมกับพันธมิตรฯ ว่ามีสปริตทางการเมืองแข็งขันก็อย่าไปดูถูกผู้ที่มาร่วมกับ   นปช.ขณะเดียวกันก็อย่าไปดูถูกชาวบ้านที่เขาเลือกพรรคพลังประชาชนพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามา   ทำไมไม่คิดว่าเขาก็มีฐานคิดมีเหตุผลของเขา  ชาวบ้านไม่ได้โง่นะครับ   อาจจะฉลาดกว่าเราด้วยซ้ำ  เขาก็รู้จักต่อรองกับนักการเมือง รู้จักพิจารณานโยบายพรรคการเมืองต่างๆ   การรับเงินอาจจะรับจากทุกพรรคก็ได้ ผมเชื่อว่านักการเมืองทุกพรรคก็ซื้อเสียง  อย่าบอกแต่ว่าพรรคพลังประชาชนซื้อเสียง แต่ชาวบ้านเขาพัฒนาไปไกลแล้ว การซื้อเสียงอาจะเป็นแค่ของแถม  เขาอาจจะไม่ได้เลือกพรรคนั้นแค่เพราะเงิน แต่มันมีนโยบายที่จับต้องได้  ซึ่งไทยรักไทยมาเปลี่ยนการเมืองไทยในแง่นี้  มีนโยบายจับต้องได้  ให้ผลประโยชน์เป็นรูปธรรมกับประชาชน  เพราะฉะนั้นเราอย่าไปใช้สองมาตรฐาน พอประชาชนกลุ่มหนึ่งเลือกนักการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบเราก็ไปบอกเขาว่าโง่   ถูกหลอก แต่พอประชาชนที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนก็บอกว่าเขาไม่ได้ถูกหลอก”

Anti System ครั้งที่ 3

เราบอกว่าสำนักข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่เรียกพันธมิตรเป็นฝ่ายขวา
“เหมือนเป็นคนละโลกเลยนะ สื่อไทยกับสื่อต่างชาติ (หัวเราะ)”
คิดอย่างไรที่มีคนมองว่ามวลชนพันธมิตรฯ คือคนรุ่นอาวุโสเป็นหลัก
“เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ  แต่นักสังคมวิทยาหรือนักมนุษยวิทยาคงตอบได้ดีกว่านักรัฐศาสตร์  น่าจะมีคนลงไปศึกษาไปฝังตัวอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ  พยายามทำความเข้าใจว่าองค์ประกอบเขามาจากไหน  ใครบ้างที่มาร่วมชุมนุม  กระบวนการสร้างความเห็นร่วมในที่ชุมนุมเกิดขึ้นอย่างไร   การสร้างอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำกับมวลชน อันนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ว่ายังต้องรอการวิเคราะห์”
“มันมีหลายประเด็นให้วิเคราะห์  เช่น จริงหรือไม่ที่ประเด็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  ซึ่งเป็นอุดมการณ์หลักของพันธมิตรฯ ขายได้  ถูกใจคนสูงอายุมากกว่าคนรุ่นใหม่  หรืออีกประเด็นก็คือคนรุ่นใหม่ อาจจะเติบโตมากับกระแสโลกาภิวัตน์  การเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ  จนเขาอาจจะไม่ได้มองประเด็นโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่ชั่วช้าสามานย์  เลวทรามไปทั้งหมด   คือมองมันอย่างรู้เท่าทัน  เป็นแค่นโยบายทางเศรษฐกิจแบบหนึ่งซึ่งถกเถียงกันได้  ซึ่งนโยบายทุกอย่างในระบอบประชาธิปไตยมันถกเถียงกันได้ แต่ไม่ได้มองโดยใช้กรอบศีลธรรมมาจับ คือพอเราใช้กรอบศีลธรรมมาจับมันทำให้เราไม่ค่อยถกเถียงแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลแล้ว   พอเราไปขึ้นป้ายว่าโลกาภิวัตน์ชั่วช้า เป็นปีศาจทำให้ชาติล่มจม อันนี้มันถกเถียงแลกเปลี่ยนไม่ได้  มันกลายเป็นว่าถ้าคุณไปสนับสนุนคุณก็เป็นคนไม่มีศีลธรรม เราต้องแยกประเด็นทางศีลธรรมไม่ให้มากำกับการถกเถียงไปเสียทั้งหมด”
มันเหมือนตกตะกอนจากประเด็นที่มีมาต่อเนื่องเช่น  การต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตก เป็นปฏิกิริยาสังคมไทยต่อโลกาภิวัตน์
“คนรุ่นอาวุโสรู้สึกหวาดกลัวหวาดระแวงกับกระแสโลกาภิวัตน์หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ    ขณะที่คนรุ่นใหม่โตมากับมัน   และก็ไม่ได้หวาดกลัว  มันเลยมีช่องว่างเยอะมาก  แต่ผมว่าถ้าเราพูดถึงองค์ประกอบของพันธมิตรว่าใครกันแน่ที่มาร่วมชุมนุม   หรือมวลชนของ นปช.คือใคร ผมว่ามันน่าสนใจ  อาจะมาถึงจุดที่อาจต้องทบทวนทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของอ.เอนกแล้วก็ได้   ที่บอกว่าคนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงล้มรัฐบาล ผมว่าตอนนี้มันไม่ง่ายอย่างนั้นแล้วพันธมิตรฯ  ก็ไม่ได้มีแต่คนชั้นกลางในเมือง ก็มีคนต่างจังหวัดมาจากที่ต่างๆ   ฐานเสียงในภาคใต้ก็แน่นหนา   ขณะที่องค์ประกอบของฝ่ายที่สนับสนุนหรือเลือกพรรคพลังประชาชนมาก็ไม่ได้มีแต่คนชนบท   นักธุรกิจจำนวนหนึ่งก็เลือก หรือคนชั้นกลางในหัวเมืองต่างๆ ก็เลือกด้วย พูดง่ายๆ ทั้ง 2 ฝ่ายมีองค์ประกอบของทั้งคนชั้นกลางในเมืองและคนชนบท มัน mix แล้ว”
มันเป็นทั้งเรื่องชนชั้นและเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองหรือเปล่า   พันธมิตรก็คืออนุรักษนิยม อีกฝ่ายเป็นอุดมการณ์โลกาภิวัตน์
“มันยากเหมือนกันที่ว่าเราควรจะใช้กรอบอะไร   ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ความขัดแย้งอันนี้  เพราะกรอบซ้ายขวาก็อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว องค์ประกอบมันมั่วไปหมดแล้วในปีกพันธมิตรฯ เองก็มีปัญญาชนฝ่ายซ้ายเข้าไปร่วมเยอะ  ทั้งวัฒนธรรมหรือภาษาที่ใช้ เช่นการปฏิวัติมวลชน  การยึดอำนาจรัฐ ก็เป็นภาษาแบบฝ่ายซ้าย ในด้านหนึ่งเลยดูเหมือนก้าวหน้า  ต้องการปฏิวัติประชาชน  การจัดตั้งองค์กรก็เป็นการจัดตั้งแบบขบวนการภาคประชาชน  ใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยเคลื่อนไหว  แต่มันก็มีเชื้อมูลมีด้านที่เป็นอนุรักษนิยม  พูดง่ายๆ คือใช้วิธีการจัดตั้งและเคลื่อนไหวแบบฝ่ายซ้าย  ท่วงทำนองภาษาแบบฝ่ายซ้าย แต่อุดมการณ์หลักชี้นำเป็นอุดมการณ์แบบอนุรักษ์นิยมหรือฝ่ายขวา ก็คือการเล่นประเด็นเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์”
เขาบอกว่าเรื่องนี้ก็ต่างมุมกันกับ  นปช. ที่ใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตย  แต่ใช้วิธีการจัดตั้งและเคลื่อนไหวแบบฝ่ายขวา   แบบกระทิงแดง  นวพล ทั้งที่มีปัญญาชนฝ่ายซ้ายและคนในองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมเช่นกัน
“กรอบซ้ายขวามันเลยไม่พอแล้วในการที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ของพันธมิตรฯ  ตัวผมเองใช้กรอบอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะคาบเกี่ยวกับที่   อ.เกษียรให้สัมภาษณ์ไว้ ผมถือว่าจะซ้ายหรือขวาก็ตามแต่  มันมีการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ยังอยู่ในระบอบ  ยอมรับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา  กับการเคลื่อนไหวของฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาที่ไม่ยอมรับกฎกติการะบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา  และต้องการพ้นไปจากระบอบนี้”
“เราต้องเข้าใจพันธมิตรฯ ในฐานะนั้น  คือเป็นกลุ่มที่ Anti System ไปแล้ว ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยที่ผ่านมาเป็นครั้งที่   3 ที่เราเผชิญกับปรากฏการณ์แบบนี้ คือมีกลุ่มการเมืองที่ดำรงอยู่แล้ว ต้องการที่จะโค่นล้มระบอบ ไม่ต้องการเข้ามาต่อสู้ภายใต้กฎกติกานี้”
“ครั้งแรกก็คือหลัง   2475  ที่มีการนำรัฐธรรมนูญมาใช้โดยคณะราษฎร  แต่กลุ่มนิยมเจ้า กลุ่มอนุรักษนิยมเก่าไม่ยอมรับกฎกติกานี้ ไม่ยอมรัฐธรรมนูญ และต่อสู้เพื่อฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาใหม่  ในที่สุดก็เกิดกบฎบวรเดช  เพราะไม่ยอมรับกติกาแล้ว  เขาไม่ต้องการเข้ามาสู้ในกติกานี้  ก็มีสงครามกลางเมือง  ครั้งนั้นสงครามกลางเมืองจริงเพราะว่าทั้ง  2 ฝ่ายมีกองกำลังและยกมาสู้กันเลย มีคนเสียชีวิต  ในที่สุดก็จบไปยกแรกโดยที่คณะราษฎรเป็นฝ่ายชนะ  แต่ชนะโดยสังเวยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไปด้วย  เพราะจอมพล ป.แกสู้ไปสู้มาแกรู้สึกว่าวิธีเดียวที่จะกำจัดฝ่ายนิยมเจ้าได้คือต้องปกครองโดยเผด็จการทหาร    โดยกองทัพ  ปล่อยให้สาย   อ.ปรีดี หรือสายพลเรือนรับมือกับการต่อสู้ของคณะเจ้าไม่ได้ เราก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการทหารมาอีกหลายปี”
“อีกช่วงหนึ่งก็คือช่วง  พคท.เรามี  14 ตุลาล้มเผด็จการทหารไปได้ เราก็นึกว่าเราจะสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้แล้ว   มีการเลือกตั้ง   ก็ได้อยู่สั้นๆ มีนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง  แต่ท้ายสุดแล้ว  ฝ่ายซ้ายและพคท.ตอนนั้นเขาไม่ได้ยอมรับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา   เขาต้องการปฏิวัติประชาชน  ในที่สุดมันแตกหักกัน และกว่าจะจบลงก็ปี 2526 และเราก็มีประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาเรื่อย  หลังจากนั้นก็มีเอ็นจีโอ  มีขบวนการภาคประชาชนเกิดขึ้น ที่ยอมรับกรอบของประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แม้จะมองว่าระบอบการเมืองแบบตัวแทนมีข้อบกพร่อง  จึงสร้างการเมืองภาคประชาชนเพื่อเป็นส่วนเสริมของการเมืองระบบตัวแทน  และมาตรวจสอบ   โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธระบอบ ยังยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ  ฝ่ายบริหาร   เพียงแต่ตัวเองไม่มีอำนาจ ก็เลยมาชุมนุมเพื่อสร้างพลังกดดัน แต่เขาไม่ได้ต้องการสร้างการเมืองใหม่”
“ผมว่านี่เป็นครั้งแรกหลังการสิ้นสุดของ  พคท.  ที่ตอนนี้ประชาธิปไตยไทยกำลังเผชิญกับกลุ่มต่อต้านนอกระบบอีกครั้งหนึ่ง   และจะไม่จบภายในวันสองวันนี้ สถานการณ์เฉพาะหน้าอาจจะจบได้ภายในอาทิตย์หรือ 2 อาทิตย์ แต่ความขัดแย้งตรงนี้จะดำรงอยู่ไปอีกนาน”
ถ้าอย่างนี้สักวันพันธมิตรฯ ก็ต้องล่มสลายไปเหมือน Anti System ครั้งก่อนๆ
“เรายังไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะล่มสลาย  เขาอาจจะได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าที่เราคิดก็ได้  ถ้าเรามองพ้นไปจากแค่แกนนำและมวลชนของพันธมิตรฯ  ผมเชื่อว่ามีชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนพันธมิตรฯ  อยู่โดยอาจจะไม่ได้ปรากฏตัว  พันธมิตรฯ เป็นตัวแทนของความคิดของคนจำนวนหนึ่งในสังคมที่ต้องการเปลี่ยนระบอบการเมืองไทยให้การเลือกตั้งมีอำนาจน้อยลง   มีผลต่อการตัดสินใจคนที่มาสู่อำนาจน้อยลง   เกณฑ์ตอนนี้ที่เราและทั่วโลกยอมรับร่วมกันคือหนทางขึ้นสู่อำนาจทางเดียวที่ชอบธรรมคือการเลือกตั้ง แต่ผมเชื่อว่าในสังคมไทยมีกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับการเลือกตั้ง  เป็นพลังที่ปฏิเสธการเลือกตั้ง พันธมิตรฯ เป็นตัวแทนของแนวความคิดนี้”

จากเวบไซต์ไทยโพสต์

Read Full Post »

Older Posts »