Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ถึงเวลานำประเทศกลับสู่ระบบนิติรัฐ
ยุติการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร
ผู้นำทุกฝ่ายต้องควบคุมมวลชนของตนให้ตั้งอยู่ในความสงบและปราศจากอาวุธ

เหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกเข้ายึดพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง ได้ทำให้ประเทศชาติสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภาพพจน์ในสายตานานาชาติอย่างไม่อาจประมาณค่าได้ อีกทั้งยังมีการปะทะกันของประชาชนฝ่ายต่าง ๆ ในหลายพื้นที่ และแนวโน้มว่าความรุนแรงระหว่างประชาชนจะแผ่ขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น จนนำประเทศไทยไปสู่มิคสัญญี และการรัฐประหารในที่สุด พวกเราในฐานะสมาชิกเครือข่ายสันติประชาธรรม จึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้หาทางยุติภาวะดังกล่าวก่อนที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียไปมากกว่านี้

1. สังคมไทยต้องไม่ยินยอมให้กลุ่มพันธมิตรอยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป เจ้าหน้าที่รัฐต้องหาทางยุติการชุมนุมของพันธมิตร
การที่สังคมไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่มิคสัญญีในขณะนี้เป็นผลพวงโดยตรงของความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการจัดการกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองให้อยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมือง กล่าวได้ว่า ที่ผ่านม าฝ่ายต่าง ๆ ได้ปล่อยปละละเลย จนถึงขั้นอุ้มชูให้กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหวในลักษณะที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองตลอดมา เสมือนว่ากลุ่มพันธมิตรคืออภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมายของประเทศนี้
แน่นอนว่ากลุ่มพันธมิตรมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองของตน แต่ผู้นำพันธมิตรจักต้องตระหนักเช่นกันว่า ระบบนิติรัฐคือหัวใจสำคัญของหลักการและกระบวนการประชาธิปไตย กฎหมายมีไว้ปฏิบัติต่อทุกคนในสังคมอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพราะมันคือหลักประกันว่าสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นจะไม่ถูกละเมิด
แต่การใช้ยุทธวิธีบุกยึดสถานที่สำคัญ ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นเสมือนการจับเอาประเทศและประชาชนเป็นตัวประกัน ใช้ความเสียหายสุดคณานับเป็นเงื่อนไขเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาล ผู้นำกองทัพ และกลุ่มธุรกิจ ต้องจำนนต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มตน จึงเท่ากับบีบบังคับให้คนทั้งประเทศยอมรับต่อกฎเกณฑ์ที่ผู้นำพันธมิตรเป็นผู้กำหนดแต่ฝ่ายเดียว
ฉะนั้น ไม่ว่าเจตน์จำนงของผู้นำพันธมิตรจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่วิธีการที่ดำเนินตลอดมาได้ทำลายความชอบธรรมของกลุ่มพันธมิตรลงแล้วอย่างสิ้นเชิง สังคมไทยต้องไม่ยินยอมให้วิธีการของกลุ่มพันธมิตรกลายเป็นบรรทัดฐานของการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต
ดังนั้น จึงถึงเวลายุติการชุมนุมของพันธมิตร เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องจักต้องหาทางนำประเทศคืนสู่ระบบนิติรัฐโดยปฏิบัติตามคำสั่งของศาลแพ่งที่ให้ฝ่ายพันธมิตรออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้จักต้องดำเนินไปด้วยความละมุนละม่อม ตามหลักปฏิบัติสากลของการสลายการชุมนุม เพื่อป้องกันความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

2. เราขอประณามการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่าย ผู้นำทุกฝ่ายต้องควบคุมมวลชนของตนให้ตั้งอยู่ในความสงบและปราศจากอาวุธ

เราขอเรียกร้องให้ผู้นำทั้งของพันธมิตร และฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ยุติการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่าย เพราะมีแต่จะนำประเทศไปสู่การนองเลือด มิคสัญญี และรัฐประหารในที่สุด พวกท่านจักต้องรับผิดชอบให้มวลชนของตนตั้งอยู่ในความสงบ หยุดยั่วยุ ทำร้ายซึ่งกันและกัน และปราศจากการใช้อาวุธใด ๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐจักต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ใช้ความรุนแรงอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่เลิกฝักฝ่าย การเลือกปฏิบัติไม่เพียงแต่จะทำลายความน่าเชื่อถือของกลไกรัฐ แต่จะยังทำให้ความพยายามฟื้นฟูระบบนิติรัฐแก่สังคมไทยเป็นไปได้ยากยิ่ง

เครือข่ายสันติประชาธรรม

  1. อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสันติภาพ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  3. อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  4. อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  5. อ.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  6. อ.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  7. อ.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  8. อ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  9. อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดาวน์โหลด PDF | GIF

เครือข่ายสันติประชาธรรม ร่วมรณรงค์

หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน!
หยุดให้ท้ายพันธมิตร!
หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร!

ในขณะนี้เป็นที่ชัดเจนว่าสังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างยิ่ง อันเป็นผลจากการเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างฝ่ายต่าง ๆ จนทำให้เกิดความเชื่อโดยทั่วไปว่าสังคมไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะ-นองเลือดระหว่างประชาชนสองขั้วได้ พวกเราในฐานะกลุ่มทางสังคมที่ห่วงใยต่อชีวิตของประชาชนจึงขอเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน
เราขอเรียกร้องให้ผู้นำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ยุติการเคลื่อนไหว ด้วยวิธียั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและโกรธแค้นซึ่งกันและกัน และยุติการเคลื่อนมวลชนของตนออกจากที่ตั้งทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกับอีกฝ่ายหนึ่ง

เราขอเรียกร้องให้ผู้นำพันธมิตร, นปช. และพล.ต.อ.สล้างตระหนักว่าสังคมไทยไม่จำเป็นต้องสร้างวีรบุรุษ-วีรสตรีในลักษณะเช่นนี้ พวกท่านไม่ควรเห็นมวลชนของตนเองเป็นเพียงหมากทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น  ต่อจากนี้ไป หากเกิดความรุนแรงต่อชีวิตของประชาชน ผู้นำของกลุ่มเหล่านี้ จักต้องรับผิดชอบ

2. หยุดให้ท้ายพันธมิตร
สาเหตุสำคัญที่ทำให้วิกฤติการเมืองในขณะนี้เดินมาสู่ “ทางตัน” ก็คือ ผู้นำฝ่ายพันธมิตรฯ ปฏิเสธไม่ยอมเจรจาประนีประนอมทางการเมือง แต่ยืนยันที่จะใช้วิธีแตกหักเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ระบอบ “การเมืองใหม่” ของตนซึ่งเป็นระบอบเผด็จการคนส่วนน้อยและสวนทางกับหลักการประชาธิปไตย ประการสำคัญ ในขณะที่ผู้นำพันธมิตรอ้างว่าตนทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ข้อเสนอที่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามามีอำนาจทางการเมืองโดยตรง เช่น มีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตรง เท่ากับต้องการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อสถานะที่เป็นกลางและอยู่เหนือการเมืองของสถาบันฯ ในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ผ่านมากลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่ควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ราษฎรอาวุโส องค์กรสิทธิมนุษยชน วุฒิสมาชิก และสื่อมวลชน ต่างไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เป้าหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น และยุทธวิธียั่วยุให้เกิดความรุนแรงของฝ่ายพันธมิตร จึงกล่าวได้ว่าในขณะนี้เราไม่มีบุคคลหรือสถาบันใดในสังคมที่ได้รับความยอมรับจากทุกฝ่ายว่าเป็นกลางอย่างแท้จริง ทำให้โอกาสของการเจรจาเพื่อหาทางออกกับคู่ขัดแย้งริบหรี่ลงจนแทบเป็นไปไม่ได้

กระนั้น เราเห็นว่ายังไม่สายเกินไปที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะยุติการอุปถัมภ์ค้ำจุนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างผิดๆ และเริ่มต้นวิจารณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร นปช. รัฐบาล กองทัพ ตำรวจ ตลอดจนระบบตุลาการอย่างเที่ยงตรงและเท่าเทียมกัน เราเชื่อมั่นว่าด้วยแนวทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกิดการสานเสวนาที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างแท้จริง

3. หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร
เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการว่า “การแก้ไขความขัดแย้งจะต้องอยู่ในกฎกติกา ไม่ใช่ด้วยอาวุธและความรุนแรง” การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ซ้ำยังทำให้ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายทางการเมืองขยายตัวสูงขึ้น ประการสำคัญ ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองขณะนี้ ชวนให้เชื่อได้ว่าหากเกิดการรัฐประหารหรือยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเกิดการจลาจล และนองเลือดของประชาชนครั้งใหญ่ และหากเป็นเช่นนั้นจริง บรรดาผู้ก่อการรัฐประหารจะต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมและหายนะที่ท่านมีส่วนก่อให้เกิดขึ้น

เครือข่ายสันติประชาธรรม

  1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. ธนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  3. ธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  4. พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  5. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  6. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  7. ธนาพล ลิมอภิชาติ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  8. ธงชัย วินิจจะกูล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน
  9. เกษียร เตชะพีระ คณรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  10. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  11. อภิชาต สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  12. อัครพงศ์ ค่ำคูณ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  13. เกษม เพ็ญพินันท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  14. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  15. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  16. สุรัสวดี หุ่นพยนต์ สำนักบัณฑิตอาสา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  17. นภาพร อติวานิชยพงศ์ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ธรรมศาสตร์
  18. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  19. ศรีประภา เพชรมีศรี สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  20. ภวิดา ปานะนนท์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  21. พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  22. สมเกียรติ ตั้งนโม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  23. อรณิชา ตั้งนโม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  24. ชำนาญ จันทร์เรือง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
  25. ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  26. จักเรศ อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  27. ชาญชัย ชัยสุขโกศล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
  28. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล Ph.D. candidate LSE. London, U.K.
  29. ฆัสรา มุกดาวิจิตร นักวิชาการอิสระ
  30. จักเรศ อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  31. คมลักษณ์ ไชยยะ นักศึกษาปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
  32. ภาคภูมิ ลบถม นักศึกษาปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
  33. ประพันธ์ ภราดรพานิชกุล นักศึกษาปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
  34. สมพร เปินสมุทร นักศึกษาปริญญาโทมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร
  35. สมาภรณ์ แก้วเกลี้ยง นักศึกษาปริญญาโทสิทธิมนุษยชนเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล
  36. ปรีชา งามดี นักศึกษาปริญญาโท การพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  37. กานต์ ทัศนภักดิ์ Asian Public Intellectuals Program
  38. ไม้หนึ่ง ก. กุนที กวี
  39. เต็กตี่ แซ่ตั้ง บรรณาธิการสำนักพิมพ์วลี
  40. ธนาพล อิ๋วสกุล สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
  41. ณภัทร สาเศียร ประชาชน
  42. สายสัมพันธ์ รัตนปรีดากร นักออกแบบอิสระ
  43. ศุษม อรรถวิภาคไพศาล พนักงานบริษัทการบินไทย
  44. ศิริภาส ยมจินดา ประชาชน
  45. สลิสา ยุกตะนันทน์ ประชาชน
  46. สุริยาพร โสกันต์ นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  47. ชาญกิจ คันฉ่อง ประชาชน
  48. คำ ผกา นักเขียน
  49. กิตติศักดิ์ สุจิตตารมย์ สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
  50. เพ็ญนภา หงษ์ทอง
  51. สง่า ลือชาพัฒนพร
  52. สมถวิล ลือชาพัฒนพร
  53. ณัฐธิดา ลือชาพัฒนพร
  54. ลลิตา ลือชาพัฒนพร
  55. อภิญญา ลือชาพัฒนพร
  56. ชวาลิน เศวตนันทน์ ภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแมคคอร์รีย์ ซิดนีย์ ออสเตรเลีย
  57. ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน
  58. อภิวัฒน์ แสงพัทธสีมา RhythMatic studio & Urban Media Society[UMS]
  59. ธีร์วนี วงศ์ทองสรรค์
  60. อนุสรณ์ อุณโณ Ph.D. in anthropology, the University of Washington
  61. ชลิตา บัณฑุวงศ์ อุณโณ Graduate student in anthropology, the University of Hawaii
  62. กิตติศักดิ์ สฤษดิสุข
  63. จุฑิมาศ สุกใส ประชาชน
  64. วสันต์ ลิมป์เฉลิม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
  65. สาธิต ชีวะประเสริฐ
  66. ไตร ทองพิสุทธิ์
  67. สุจิตรา รัตนกรกช
  68. ธัชพงศ์ ต้นกันยา
  69. นิตยา นาคพุ่ม
  70. สัณห์ชัย โชติรสเศรณี
  71. ภาณุ ตรัยเวช
  72. ประเสริฐ พงษ์เสนีย์
  73. วัฒนา พัดเกตุ คณะมนุษยศาสตร์ ม. นเรศวร
  74. รชา พรมภวังค์
  75. ประดิษฐ์ ลีลานิมิต
  76. พสุธร กอกฟั่น
  77. ไท เกิดงาม
  78. ประสาท ศรีเกิด
  79. พูนสุข ภระมรทัต มหาวิทยาลัยนเรศวร
  80. รชตะ วัฒนวงศ์ นิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
  81. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  82. Chesda Udommongkol Stroke Research Fellow / PhD Candidate Neurology Ultrasound, Austin Hospital, AUSTRALIA
  83. Suleemarn Wongsuphap Ph.D Candidate in Anthropology LaTrobe University
  84. ทรงศักดิ์ ปัญญา ประชาชน
  85. ชัยพงษ์ สำเนียง ประชาชน
  86. สิริณยา ธโนปจัยสิทธิ ศิษย์เก่าศิลปศาสตร์ มธ.
  87. วีรชัย ธโนปจัยสิทธิ ประชาชน
  88. รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
  89. ธิราช แสงวิชัยภัทร นักธุรกิจ
  90. วิจิตรา มัทซุยามะ ประชาชน
  91. นัฐพงษ์ เป็งใจยะ ป โท เศรษฐศาสตร์การเมือง มช.
  92. มัทนา โกสุมภ์ ประชาชน
  93. ชัยวัฒน์ มัตถิตะเตา ประชาชน
  94. ศรินทิพย์ พรหมฤทธิ์ ประชาชน
  95. โชติรส อินทร์สิงห์ ประชาชน
  96. เกศวรรณ ชัยมงคล ประชาชน
  97. รอยพิมพ์ อินต๊ะยศ ประชาชน
  98. จารุณี อินต๊ะ ประชาชน
  99. สมนึก จงมีวศิน นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการมรดกทางสถาปัตยกรรมและการท่องเที่ยว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  100. ดร.ชัญชนา ตั้งวงศ์ศานต์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  101. ปิยนุช ตั้งวงศ์ศานต์
  102. วีระพล สิงห์น้อย สถาปนิก
  103. สุวรรณี ตั้งวงศ์ศานต์ ศิษย์เก่าคณะหาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  104. นวลจันทร์ สุรพฤกษ์ ศิษย์เก่าคณะหาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  105. เลิศ ตั้งมหากุล สถาปนิกอิสระ
  106. จิราภรณ์ หิรัญบูรณะ

“หยุดให้ท้ายพันธมิตร”
คำ ผกา
มติชน สุดสัปดาห์ ปีที่ 29 ฉบับ 1473
 

 

ปฏิกิริยาของแพทย์หลายสถาบันที่มีไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมมิใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์เป็นแน่ เพราะแพทย์เหล่านี้มีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมืองที่มากล่าวหามากมายนัก…

เวลาที่เด็กกระทำผิด ผู้ใหญ่อาจดุเด็กว่า “เดี๋ยวตีให้ตายเลย” แต่ก็ไม่เคยมีใครตีเด็กจนตายดังที่พูดสักราย เพราะผู้ใหญ่เพียงมีเจตนาสั่งสอนให้เด็กรู้ว่าตนกระทำผิดและให้มีความสำนึก เพื่อจะได้ไม่ทำผิดอีก…

เจตนารมณ์ที่สำคัญของหลายวิชาชีพในสังคม รวมทั้งแพทย์คือการลงโทษทางสังคม เพื่อเป็นการประกาศว่าไม่เห็นด้วยและต้องการประณามการกระทำที่ป่าเถื่อนและเป็นอนารยะของบุคคลเหล่านั้น มิได้มี “เจตนาฆ่า” อย่างที่บางคนพยายามยัดเยียดข้อหาให้…

แพทย์เหล่านั้นย่อมตระหนักในหน้าที่และมีคุณธรรมพอที่จะแยกแยะถูกผิด คงมิได้มองว่า “ตำรวจและนักการเมืองเลว” บางคน มีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าที่จะให้การรักษาช่วยชีวิตเมื่อมีความจำเป็น แม้ว่าในทางกลับกัน ฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชนจะคิดกับประชาชนเช่นนั้นก็ตาม…

ว่าการประกาศไม่รักษาตำรวจและนักการเมืองเลว เป็นเพียง “สัญลักษณ์” ของการ “รังเกียจ” และ “ขยะแขยง” ต่อการใช้ความรุนแรง…

พวกเขาไม่ยอมรับรู้การซื้อเสียง ติดสินบนกลไกการเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม อันทำให้ได้รับเสียงข้างมากตามระบอบ “ธนาธิปไตย” พวกเขาท่องได้เพียงวาจาอมตะว่า “พวกเขามาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01141051&sectionid=0130&day=2008-10-14

“ถ้าเราชะลอระบบเศรษฐกิจลง ชะลองบประมาณ 3 ปีข้างหน้า ไม่มีงบซื้อที่ดิน สิ่งก่อสร้าง มีแต่งบเงินเดือน ค่าใช้สอย งบไม่ต้องขาดดุล และเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องกลัวคนรวย เศรษฐีหยุดเอากำไรเพียง 3 ปี อีกอย่างก็ยึดทรัพย์ และประหารชีวิตนักการเมือง 4-5 คน ยึดทรัพย์นักการเมืองสักล้านล้านบาท เพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย เมื่ออาชญากรการเมืองถูกประหาร จะได้รู้หมู่รู้จ่า” ศ.ดร.ชัยอนันต์ กล่าว

ผู้จัดการออนไลน์ 29 ตุลาคม 2551 (ขีดเส้นใต้โดยผู้เขียน) 

ก่อนจะแสดงปฏิกิริยาต่อบางตอนของบทความ และบทพูดที่ยกมาข้างต้น ฉันจะย้อนกลับไปที่ความรู้สึกหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม

ถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ฉันพยายามที่จะไม่ตอบคำถามนี้ทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ เพราะมันง่ายมากที่จะด่วนประกาศออกไปว่า “รัฐบาลทรราชย์ฆ่าประชาชน” ดังที่กลายเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ และคำว่า “รัฐบาลทรราชย์” นั้นก็อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาโดยตลอดจนกระทั่งเราขึ้นป้ายให้รัฐกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล ส่วนประชาชนนั้นคือเหยื่อ คือผู้อ่อนแอที่มักจะถูกข่มเหงโดยรัฐอย่างไม่ชอบธรรมเสมอมา (แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปทุกรณี)

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือความขัดแย้งอันแหลมคมที่เกิดขึ้น ณ สยามประเทศ เวลานี้ มันเกิดจากเหตุที่มองด้วยตาเปล่าของสามัญชนอย่างเราไม่เห็นเว้นแต่ใครจะมีกล้องจุลทรรศน์จึงจะเข้าไปส่องวินิจฉัยจนเห็นเหตุเหล่านั้นได้ (และดูเหมือนนักข่าวต่างประเทศจะมีกล้องจุลทรรศน์ที่ว่า เราจึงได้พอได้อาศัยอ่านข่าวและบทความจากหนังสือพิมพ์อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งให้ทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่กระจะกระจ่างกว่าข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยหลายขุม)

กลับมาที่ความรู้สึก แน่นอนว่าทุกคนตระหนกต่อการสูญเสียชีวิต ร่างกาย แขนขา ดวงตาของคนที่คิดว่าได้ออกไปกู้ชาติ หรือขจัดการเมืองชั่วๆออกไปจากเมืองไทย เห็นใจตำรวจที่ออกไปทำหน้าที่ของตนเอง และหลายคนบาดเจ็บ และ เสียชีวิต ข่าวที่บอกว่าตำรวจคนหนึ่งถูกแทงด้วยด้ามธงจนทะลุกลางหลังยังตามหลอกหลอน (อย่าลืมว่าฉันเป็นผู้หญิงขวัญอ่อน)อยู่จนถึงวันนี้ และหลอนยิ่งขึ้นเมื่อยังมีคนพยายามจะบอกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรเป็นกลุ่มคนที่มาชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ

เราจำเป็นต้องมาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าท่ามกลางการเรียกร้องให้ใช้ “สันติวิธี” (ที่ตอนนี้เกือบจะมีความหมาย – หรือไม่มีความหมาย- พอๆกับคำว่า “รักนะ จุ๊บ จุ๊บ” ที่วัยรุ่นชอบพูดกัน) ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนนั้น เครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอยู่ตลอดเวลาคือความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงของถ้อยคำที่ใช้ ปฏิเสธไมได้เลยว่าในการพูดบนเวทีพันธมิตรฯ นั้น คำที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือคำประเภท ไอ้เหี้ย ไอ้สัตว์ (ล่าสุดพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงกับใช้คำว่า สัตว์นรก)

ไม่เพียงแต่ความรุนแรงอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ยังมีความรุนแรงอันเกิดจากการใส่ร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยไม่กับพันธมิตร โดยเฉพาะนักวิชาการที่วางตัวเป็นกลางและออกมาวิจารณ์พันธมิตร ต่างก็โดนแกนนำพันธมิตรฯ กระซากด้วยคำพูดที่รุนแรง หยาบคาย อาจารย์ ภูวดล ทรงประเสิรฐ นั้นออกมาด่าเพื่อร่วมอาชีพเสียๆหายราวกับหมาบ้า ที่สำคัญเรื่องที่ออกมาด่าล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องใส่ไคล้ จนถึงขั้นโกหก หลอกลวงทีเดียว

เชื่อว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตร นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าเป็นสาวกทักษิณ รับเงินทักษิณ แล้ว รายการต่อไปคือโดน “ซ้อเจ็ด” ผู้อ้างว่าสถิตย์ อยู่ ณ ใต้เตียงของทุกคนในประเทศไทยออกมาเขียนถึงพฤติกรรมทางเพศ ความสำส่อน การผิดผัวผิดเมีย และอีกสารพัดความลากมกอุจาดเท่าที่คนอย่างซ้อเจ็ดจะจินตนาการขึ้นได้ ขอเพียงเพื่อจะดิสเครดิตศัตรูทางการเมือง

หากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน จิตใจ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาพวกเราต่างพากัน “ให้ท้ายพันธมิตร” ด้วยการ “เงียบ” แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ยอมที่จะออกมาพูดดังๆเพราะกลัวจะเปลืองตัว และกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายของทักษิณหรือเป็นพวกด้อยการศึกษาถูกหลอกล่อโดยนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเก่า กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกหน่อมแน้มไร้เดียงสาไม่รู้เท่าทันนักการเมือง

น่าสลดใจยิ่งกว่านั้น คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ ล้วนแต่เป็นคนเล็กๆที่เป็นเหยื่อของอุดมการณ์ที่บรรดาแกนนำปลุกปั่นขึ้นมา และถึงบัดนี้ ทั้ง สนธิ จำลอง สมศักดิ์ สมเกียรติ สุริยะไส ก็มีความสุขดีท่ามกลางกองเลือดสาวกของพวกตน และไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแม้แต่น้อยต่อการสร้างสถานการณ์พาคนไปตาย เพียงเพื่ออยากปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร ร้ายไปกว่านั้นยังพยายามที่จะป่าวประกาศว่ารัฐบาลนี้หมดความชอบธรรมเพราะตั้งอยู่บนกองเลือดของประชาชน หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็บอกว่า จะไม่ฝ่ากองเลือดไปประชุมสภาฯ

เป็นอันว่า ต่างฝ่ายต่างใช้เลือดคนตายเป็นบันไดป่ายปีนไปหาผลประโยชน์ของตนอย่างเมามัน

ไม่เพียงแต่อ้างเอา “เลือด” ฝ่ายพันธมิตรฯ ยังอ้างคำว่า “ประชาชน” ซึ่งสำหรับคนรู้เรื่องประชาธิปไตยชั้นแค่ประถม (อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว) อย่างฉันเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่าคนที่มีความชอบธรรมจะอ้างคำว่าประชาชนได้มีแต่ตัวประชาชนเองเท่านั้นและช่องทางที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้คือเรายืนยันเสียงของเราผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการจัดตั้งเครื่อข่ายกลุ่มผลประโยชน์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาเพื่อคานอำนาจของคนที่ได้รับเสียงของเราไปแล้วกลับใช้เสียงนั้นไปในทางที่มิชอบ

คนที่ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ทั้งหันหลังให้กับรัฐประหารไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อมของเราทุกวันนี้ไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่ระแวดระวังต่อสิ่งที่เรียกว่า ทรราชย์เสียงข้างมาก หรือ the tyranny of the majority อันเป็นคำอธิบายอันโด่งดังของ Alexis de Tocqueville (1805-59) -ระบุชื่อและช่วงชีวิตของเจ้าของคำพูด เพื่อระลึกว่าโลกเขาตระหนักถึงจุดอ่อนประชาธิปไตยเสียงข้างมากมานานนักหนา ไม่ต้องรอให้แกนนำพันธมิตรมาชี้หน้าด่าคนไทยว่าไม่เข้าใจ “แก่น” ประชาธิปไตยและงมงายกับการเลือกตั้ง – และเพราะเราตระหนักในปัญหานั้น สิบกว่าปีที่ผ่านมาหลังจากที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เราจึงพยายามสร้างกลไกของระบบการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เราจึงยอมรับการเมืองที่เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน , เครือข่ายสลัม, เครือข่ายป่าชุมชน, เครือข่ายผู้ติดเชื้อ ฯลฯ (แต่ไม่ใช่ม็อบที่เต็มไปด้วยการปลุกระดมด้วยคำพูดโกหกหลอกลวงแถมพ่วงไสยศาสตร์ทั้งยังกระหายเลือดอย่างการชุมนุมของพันธมิตรแน่ๆ) แม้จะเตาะแตะต้วมเตี้ยม แต่พวกเราก็กำลังเรียนรู้

บทความ “เมื่อหมอไม่รักษาคนเลว” ของนพ. เกษม ตันติผลาชีวะ ที่พยายามจะแก้ต่างให้กับการออกแถลงการณ์ของแพทย์บางสถาบันที่ประกาศไม่รับรักษาตำรวจ ว่าเพื่อเป็นการลงโทษทางสังคมและเป็นเพียงการแสดงเชิงสัญลักษณ์ เหมือนที่แม่ดุลูกว่า “จะตีให้ตาย” แต่ไม่หมายความว่าจะตีลูกจนตายจริงๆ

คุณหมอขา…หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ…เอ๊ย คุณหมอคะ คำพูดอย่าง “จะตีให้ตาย” นั้นเป็นคำอุปมาอุปไมย เป็นโวหาร อย่างเดียวกับคำพูดที่ว่า “รักคุณเท่าฟ้า” คงไม่มีคนบ้าที่ไหนเชื่อว่า การบินไทยรักคุณเท่ากับพื้นที่ของผืนฟ้าจริงๆ เช่นเดียวกับคำพูดที่ว่า “อิ่มจนท้องจะแตก” และโวหารที่ทุกคนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันสามารถถอดรหัสได้ตรงกันหมดนี้คงไม่อาจเอาไปเทียบได้กับแถลงการณ์ที่หมอบอกว่าจะบอยคอตตำรวจด้วยการไม่รับรักษา เพราะมิเช่นนั้นแถลงการณ์ หรือการแถลงจุดยืนๆใดก็ตามในสังคมนี้ก็คงมีไว้เพื่อขำๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์อย่างนั้นหรือ กลุ่มพิทักษ์สิทธิสัตว์บอยคอตคนใส่เฟอร์นั้นก็ทำไปขำๆเอง ใครเขาบอยคอตกันจริงเล่า อย่างนั้นหรือ?

ความจริงใจประการเดียวที่ฉันหาได้จากบทความของนพ. เกษมคือ ชื่อบทความที่บอกว่า “เมื่อแพทย์ไม่รักษาคนเลว” และอีกหลายข้อความที่ฉันขีดเส้นใต้ไว้อันสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติอันไม่ปกติของคุณหมอ เช่นการอวดอ้างว่า แพทย์ย่อมมีวุฒิภาวะมากกว่านักการเมือง หรือความพยายามในการยัดถ้อยคำอย่าง “ตำรวจและนักการเมืองเลว” ลงไปในบทความ หากคุณหมอมีวุฒิภาวะจริงย่อมตระหนักว่า คนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนั้นมักจะไม่ตัดสิน ผิด ถูก ดี เลวกันอย่างหยาบๆ ดังเช่นที่คุณหมอเขียนมา แม้แต่นักโทษที่อยู่ในคุกเรายังไม่อาจไปชี้หน้าว่าพวกเขาเป็นคนเลว เพราะคนเราย่อมกระทำการขัดต่อกฏหมายด้วยเหตุผลหลายร้อยหลายพันประการ ทั้งนาเห้นใจและไม่น่าเห็นใจ และอาจเป็นด้วยการพิพากษาอย่างหยาบนี้เองที่ทำให้คุณหมอเชื่อว่า อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงจากรัฐนั้นถือเป็นความเลว แต่อะไรก็ตามที่เป็นความรุนแรงอันมาจากฝูงชน (ที่อ้างว่าทำในนามของประชาชน) ถือเป็นความดี เป็นการต่อสู้เพื่อพิทักษ์บ้านเมืองไปเสียหมด

หากทักษิณจะมีความผิดที่ให้อภัยไม่ได้ ฉันคิดว่าความผิดนั้นคือเขาทำให้คนกลุ่มหนึ่งเกลียดชังเขาเสียจนสามารถทิ้งหลักการ เหตุผล ปัญญา และใช้แต่อารมณ์แห่งความเกลียดชังนั้นผลักดันให้พูด และทำ ในสิ่งที่ไม่น่าจะพูดและไม่น่าจะทำ บนฐานของมรดกทางอุดมการณ์ที่ชนชั้นนำฝ่ายขวาไทยที่พยายามสร้างภาพประชาธิปไตยไร้สมรรถภาพ (สงสัยต้องเอาไวอะกร้าช่วย) บวกภาพนักการเมืองฉ้อฉล ต่ำช้า สุดท้ายมรดกที่เราต่างดื่มกินกันอยู่ทุกวันนี้คือ ความไม่ไว้ใจระบอบการเลือกตั้งและลึกๆแล้วโหยหาการปกครองที่เข้มแข็งเด็ดขาดพร้อมอาญาสิทธิ์ของผู้ปกครองที่มาในมาดของผู้มีบุญและปลอดซึ่งผลประโยชน์ทั้งปวง แต่ถามหนึ่งคำถามว่า ในโลกใบนี้มีคนที่มีชีวิตอยู่โดยปราศจากซึ่งผลประโยชน์ใดๆจริงหรือ ขอโทษ แม้แต่ผีที่ศาลพระภูมิยังเห็นแก่อาหารเซ่นไหว้และของแก้บน นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ขี้ก็เหม็นเหมือนกันทุกคนจะปลอดจากมลทินและผลประโยชน์

และเพื่อจะไม่เป็นการ “ให้ท้ายพันธมิตร” ด้วยการนิ่งเฉย ฉันได้ยกคำพูดของ ชัยอนันต์ สมุทวานิช นักวิชาการที่เคยน่านับถือแต่ก็ต้องสูญสิ้นความนับถือ (อย่างน้อยจากคนที่ไม่มีความหมายคนหนึ่งอย่างฉัน) เพราะไปยืนข้างพันธมิตรราวกับเป็นนักรัฐศาสตร์ไม่ที่รู้จัก กอไก่ ขอไข่ (แต่ฉันเชื่อว่า ชัยอนันต์รู้ว่าตนเองทำอะไร และรู้ด้วยว่าอุดมการณ์ที่ตนเองไปสนับสนุนอยู่นั้นฉ้อฉลต่อคนส่วนมากของประเทศแค่ไหน และนั่นทำให้เรายิ่งสูญความนับถือต่อเขา)

ฉันไม่อยากจะเชื่อว่านักรัฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยสามารถพูดจาชี้ทางสว่างให้กับปัญหาของการเมืองไทยว่าแก้ได้ง่ายๆ เพียงจับนักการเมืองเลวไปประหารชีวิต! มีแต่เด็กที่ยังดูดหัวแม่โป้งตัวเองอยู่เท่านั้นที่เชื่อในนิทานธรรมะปราบอธรรม เราเป็นฮีโร่มาช่วยโลกด้วยการจับสัตว์ประหลาดมาฆ่าทิ้งให้หมด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

มีแต่เผด็จการล้าหลังเท่านั้นที่เชื่อเรื่อง “หนักแผ่นดิน” และเชื่อว่า แผ่นดินจะสูงขึ้น เบาลง หากจับคน (ที่เราคิดว่า)ชั่วไปฆ่าทิ้งเสีย อาจารย์ชัยอนันต์คงอยากให้ฮิตเลอร์คืนชีพกระมัง จะได้มาช่วยสร้างค่ายกักกันนักการเมืองเลว

ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเหตุกาณ์ 7 ตุลาฯ คำตอบคือ รู้สึกว่า จะต้องกล้ามากขึ้นที่จะหยุดให้ท้ายพันธมิตรอย่างเปิดเผย และกล้าที่พูดถึงคนที่ถูกสังคมเชิดชูเสียจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส ที่นับวันจะเลอะเลือนเลื่อนเปื้อน หรือ นักรัฐศาสตร์ชั้นนำที่นำความผิดหวังมาสู่เรา

หวังว่าจะไม่มีใครออกไปตายสังเวยกลุ่มที่ใช้ชื่อเพื่อประชาธิปไตยแต่เรียกร้องให้โยนระบบการเลือกตั้งทิ้ง (เราเรียการเมือง30-70ว่าระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ?) และกำลัง exploit คำว่าประชาชนอย่างไร้ความละอาย

“3 หยุด”

“3 หยุด”

“ที่น่ากลัวคือการแปรความตั้งใจของสานเสวนาฯ หรือสันติประชาธรรม ทำให้เป็นภาพว่าพวกนี้เป็นกลาง ซึ่งถ้าทหารมาสวมความเป็นกลางเข้าไป เขาก็จะทำอะไรได้ ซึ่งอันตราย… สิ่งที่น่ากลัวกว่ารัฐประหารโดยเปิดเผย คือการรัฐประหารแบบใต้โต๊ะ under the table coup”

“มีหลายกลุ่มในประวัติศาสตร์เชื่อว่าสามารถเกิดสิ่งที่ดีงามจากความวุ่นวายความรุนแรงได้ ต้องมีการเสียสละ บาดเจ็บ พวกนักปรัชญาใช้คำเปรียบเทียบว่าเหมือนคลอดลูก มีสิ่งสวยงามออกมาต้องมีคนเจ็บคือแม่ แต่ผมกลัวว่ามันจะไม่มี order มันจะมีแต่ chaos และการสร้าง chaos อย่างนี้มันก็จะมีแต่ chaos ไปเรื่อยๆ

ท่ามกลางการปลุกกระแสที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงของ 2 ขั้ว นอกจากเครือข่าย “สานเสวนาเพื่อสันติธรรม” อันประกอบด้วยบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสันติยุติความรุนแรง นักวิชาการกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่อาจเรียกได้ว่าแนวหน้าของฝ่าย 2 ไม่เอา ก็ประกาศตั้ง “เครือข่ายสันติประชาธรรม” ซึ่งมีสาระที่ชัดเจน (กว่า) ว่า “3 หยุด” ได้แก่ หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน หยุดให้ท้ายพันธมิตร หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร

โปสเตอร์ที่พวกเขาเพิ่งพิมพ์เผยแพร่ อธิบาย 3 หยุดว่า

หยุดนำมวลชนมาปะทะกัน – ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ นปช. และกลุ่ม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ต้องยุติการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน – หยุดเคลื่อนมวลชนเข้าปะทะกัน – หากประชาชนบาดเจ็บและล้มตาย ผู้นำพันธมิตรฯ นปช. และพล.ต.อ.สล้าง ต้องรับผิดชอบ

หยุดให้ท้ายพันธมิตร – การเมืองใหม่ของพันธมิตรคือเผด็จการคนส่วนน้อย – ข้อเสนอของพันธมิตรที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพโดยตรง คือการดึงสถาบันให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองจะส่งผลต่อความมั่นคงของสถาบันในระยะยาว – นักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน วุฒิสมาชิก และสื่อมวลชน ต้องกล้าวิจารณ์การเคลื่อนไหวของฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายรัฐบาล และ นปช.อย่างเท่าเทียมกัน

หยุดนำประเทศไปสู่อนาธิปไตยและการรัฐประหาร – การแก้ไขความขัดแย้งต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ไม่ใช่ด้วยอาวุธและความรุนแรง – รัฐประหารอีกครั้งจะนำประเทศไปสู่หายนะ – ผู้นำรัฐประหารต้องรับผิดชอบ หากเกิดการจลาจลและการนองเลือดของประชาชน

ข้อสำคัญ:หยุดรัฐประหาร

การสนทนากับ 3 หนุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ เป็นกันเองโดยธรรมชาติ แต่ได้มุมมองด้วย 3 หลักวิชาจาก อภิชาติ สถิตนิรมัย คณะเศรษฐศาสตร์, ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์

ที่เป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้งหมดเพราะเงื่อนเวลาทำให้ไม่สามารถนัดนักวิชาการสถาบันอื่นมาจอยกัน แม้เครือข่ายจะมีอาจารย์จากหลายสถาบัน

ขอถามก่อนว่าจุดยืนของเครือข่ายสันติประชาธรรมต่างจากสานเสวนาเพื่อสันติอย่างไร

ยุกติ  “สานสันติฯ ส่วนหนึ่งฉีกตัวเองออกมาจากพันธมิตร แต่เขาไม่หันกลับไปโจมตีพันธมิตร เหมือนกับว่าตอนแรกเขาก็กลัวเหมือนกัน และเหมือนกับเขาอาศัยกระแสพวกเรา”

อภิชาติ  “เฮ้ย เขาใหญ่กว่าเราเยอะ (หัวเราะ)”

ยุกติ  “เขาใหญ่กว่าแต่ message ของเราแรงกว่า คือพวกเราไม่มีตัวตนก็เลยพูดแรงได้ กล้าที่จะชี้ ขณะที่พวกเขาก็ยั้งๆ”

อภิชาติ   “เขามีสถานะ มีต้นทุนทางสังคม พวกเราไม่มีอะไร”

ประจักษ์   “ผมว่าข้อต่างใหญ่คือสานสันติเสวนาก็ยังวิจารณ์รัฐบาลเป็นหลัก โดยเฉพาะคำแถลงการณ์ของเขา จึงทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ  คนไม่เซ็นชื่อร่วม เราเห็นว่าเป็นความพยายามที่ดี แต่ถ้าถามถึงความต่างก็คือ เขายังเลี่ยงที่จะไม่วิจารณ์พันธมิตรอยู่ดี ของเราพูดไปเลยว่าสังคมต้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพันธมิตรด้วย ความขัดแย้งมาจากทั้ง 2 ฝ่าย สังคมไทยไม่ควรจะปิดตาแล้วนั่งวิจารณ์อยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ตรวจสอบหรือวิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่งเลย ความขัดแย้งนี้ไม่มีใครเป็นพระเอกผู้ร้ายแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ภาพมันเทาๆ กว่านั้น”

“ที่เราพูดในข้อ 2 หยุดให้ท้ายพันธมิตร เป้าประสงค์สุดท้ายคืออยากให้เกิดสานเสวนา ซึ่งสานเสวนาไม่ว่าที่ไหนในโลกมันต้องวางอยู่บนพื้นฐานความจริงก่อน ถ้าไม่มีความจริงจู่ๆ จะไปสานเสวนาไม่ได้ แต่ละฝ่ายที่อยู่ในคู่ขัดแย้งยังไม่ยอมรับเลย มันต้องได้ข้อเท็จจริงที่รอบด้านว่าฝ่ายไหนผิดถูกมากน้อยแค่ไหน เอาแค่นี้ก่อน”

อภิชาติ  “วันก่อนแกนนำพันธมิตรบอกว่าเราจะไปสานเสวนาได้อย่างไร เรายืนอยู่บนความถูกต้อง มันเลยจุดมาแล้ว เราจะไปสานเสวนากับคนที่เป็นคนผิดได้ยังไง นี่เป็นการเคลมว่าฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด แบบขาวดำร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราคิดว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีประเด็นทั้งนั้น การต่อสู้ที่แหลมคมในปัจจุบันเพราะเป็นการชนกันของชุดอุดมการณ์ 2 ชุด แต่ละฝ่ายถูกบ้างผิดบ้าง มันถึงยืดเยื้อยาวนาน  พอมันเป็นสีเทา มวลชนที่จะเข้าร่วมแต่ละฝ่ายไม่เคลียร์ อันนี้ก็ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย  อันนี้ก็อยู่บนอีกหลักการหนึ่ง  ฉะนั้น 2 ส่วนนี้มีทั้งถูกบ้างผิดบ้าง เมื่อภาพความเป็นจริงมันสีเทาแบบนี้ อุดมการณ์จึงผลักให้คนเลือกข้าง คุณไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นสีขาวสีดำ  อุดมการณ์จึงสำคัญ คนจึงเลือกข้างแทนที่จะเลือกประเด็น  คนเป็นกลางที่จะเชียร์ว่าประเด็นนี้ฝ่ายนี้ถูก ประเด็นนี้ฝ่ายนั้นถูก มันยาก มันต้องมีเวลาวิเคราะห์ถึงจะเลือกเชียร์ทีละประเด็นได้”

“เราคิดว่านี่คือจุดยืนข้อ 2 ของเรา เราต้องการตรงนี้ มันไม่ใช่อีกฝ่ายถูก อีกฝ่ายผิด ทั้ง 2 ฝ่ายก็มีถูกและผิด  เพราะฉะนั้นข้อ 2 ของเราที่แหลมก็คือ ที่ผ่านมาสังคมชนชั้นกลาง up ในกรุงเทพฯ มันไม่เป็นกลางในความหมายนี้ คือด่าฝ่ายเดียว ก็เลยเป็นการให้ท้ายอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือทำให้เราแตกต่างจากสานเสวนาในความคิดผม”

แต่ข้อเรียกร้องโดยรวมไม่ต่างกันไม่ใช่หรือ

ยุกติ  “เขาไม่มีข้อ 3 เขาไม่กล้าที่จะพูดถึง” ประจักษ์อธิบายว่าสานเสวนาฯ ไม่ได้พูดถึงการต่อต้านรัฐประหาร

ยุกติ  “ใจผมออกมาจากข้อสุดท้ายก่อนด้วยซ้ำ มันลากไปถึงข้อ 1 ก็เพราะว่าข้อ 1 เป็นเหตุที่มาที่ไป และสิ่งที่ต้องชี้คือถ้าพันธมิตรหยุด ส่วนอื่นๆ ยอมที่จะคุยด้วยได้มากกว่า และข้อสุดท้ายเป็นหัวใจที่ทำให้เกิดความกังวล”

อภิชาติ  “พวกเรามีจุดยืนที่สำคัญคือข้อ 3 ชัดเจนว่าเราไม่เอารัฐประหารทุกรูปแบบไม่ว่าคุณจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ มันคือการเปลี่ยนแปลงนอกหลักการ ไม่ว่าคุณจะรัฐประหารทางวิทยุหรือรัฐประหารด้วยรถถัง หรืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา อันนี้เราเคลียร์ว่าไม่เอา คุณจะทะเลาะกันยังไงก็ได้ อย่าให้มีคนตาย อย่ารัฐประหาร”

ยุกติ  “ถ้าประเด็นนี้ไม่มีน้ำหนัก สานเสวนาลากไปๆ มันเตะไปได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีประเด็นต้านรัฐประหาร อย่าลืมว่าคนเหล่านั้นเป็นคนที่เคยร่วมรัฐบาล คมช. ที่ผมบอกว่าเขาเกาะกระแสเราคือเขาไม่มีประเด็นแต่เขามีสถานะ  เป็นตัวละครที่พูดอะไรแล้วคนหันมาฟัง  แล้วเกาะขนาดไหน เกาะจนมีบันไดลงแล้วด้วย ก็คือหยุดให้ท้ายพันธมิตร บันไดลงคือคุณสามารถบอกได้เลยว่าฉันไม่เอาด้วยแล้ว”

ประจักษ์  “มันไปเสริมกันมากกว่า กลุ่มเราช่วยทำให้สังคมรับรู้ว่าประเด็นให้ท้ายสำคัญ ที่พันธมิตรยังคงยืนกรานไม่ยอมเจรจา จะแตกหักลูกเดียว เพราะที่ผ่านมาสังคมอุ้มชูโดยตลอด สื่อมวลชน นักวิชาการ กรรมการสิทธิฯ ที่ไปรีบออกแถลงและตรวจสอบฝ่ายเดียว ทำให้พันธมิตรรู้สึกว่าตัวเองถูกโอ๋ตลอดและตัวเองไม่ผิด ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ต้องเจรจากับใครทั้งสิ้น ถ้าอยากจะให้สานเสวนาจริงๆ สังคมต้องมีแรงกดดันที่จะตรวจสอบพันธมิตร และทำให้เห็นว่าเขาเองก็มีส่วนสร้างวิกฤติครั้งนี้ให้เเกิดขึ้นและเขาอยู่ในฐานะที่จะคืนความสงบสุขให้สังคมได้  ฉะนั้นถ้ารักพันธมิตรหรือห่วงใยภาคประชาชนต้องตรวจสอบและวิจารณ์เขาอย่างจริงๆ จังๆ”

ยุกติ  “พันธมิตรอยู่ได้ด้วย public opinion เป็นสำคัญ แล้ว public opinion ไปสร้างความคิดที่ว่าพันธมิตรเป็นภาคประชาชน ประเด็นสำคัญคือพวกนักวิชาการก็ยังคิดว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งพวกเราคิดว่าอีกฝ่ายเขาก็คือประชาชนเหมือนกัน  นปช.ก็ประชาชน แต่เขามีการยึดโยงกับอำนาจรัฐ  ฝ่ายพันธมิตรก็มีทั้งความเป็นรัฐและความเป็นภาคประชาชนอยู่ เขาเคยยึดอำนาจรัฐและเขาก็มีความเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐเหมือนกัน ถ้าเราตัดขั้วระหว่างประชาชนกับรัฐออกไป มันก็จะมีความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝ่ายที่อยากมีอำนาจรัฐโดยมีมวลชนสนับสนุน ถ้าพูดกันในฐานแบบนี้ ก็น่าที่จะพร้อมที่จะคุยกันมากกว่า ไม่ใช่ว่าเฮ้ยมันมีฝ่ายหนึ่งที่ได้เปรียบเสียเปรียบ”

อภิชาติ  “มันติดอยู่ในกรอบระหว่างรัฐกับประชาชน โดยไม่ได้มองว่าพันธมิตรก็เป็นรัฐส่วนหนึ่ง คือถ้ามองความเท่าเทียมกันในความหมายนี้ เป็นประชาชน 2 กลุ่มชนกัน อันนี้ก็โยงมาข้อ 3 ของเราว่าคุณก็ทะเลาะกันไปสิ แต่อย่าตีกัน ทหารอย่าออกมา กลไกรัฐต้องไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถกเถียงกันไป แต่ที่มันถกเถียงไม่ได้ คือฝ่ายพันธมิตรไม่ยอมเจรจา มันมีบันไดให้เจรจาอยู่หลายครั้ง ก็ปัดทิ้งๆๆ มันเหมือนกับว่าเขาใช้สังคมเป็นตัวประกันแล้วยัดเยียดการเมืองใหม่ของเขา มันเสวนาไม่ได้ เขาจะเอาร้อยเปอร์เซ็นต์”

เราตั้งข้อสังเกตว่าที่ อ.ยุกติบอกว่าสานเสวนาฯ  เกาะกระแสนั้นน่าจะถูกต้อง เพราะนักวิชาการฝ่าย 2 ไม่เอายืนหยัดวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด 2 ปี ไม่ว่า อ.นิธิ อ.เกษียร หรือใครต่อใคร แต่เป็นเสียงข้างน้อยที่ยังไม่ดังพอ จนกระทั่งสังคมเริ่มตระหนัก เริ่มเบื่อทั้งสองฝ่าย สานเสวนาฯ ก็ก้าวเข้ามาพอดี

ประจักษ์  “ก็เป็นอย่างนั้น กลุ่มคนที่มาประกอบเป็นเครือข่ายสานเสวนาก็เป็นคนที่ตั้งใจดีกับสังคม เพียงแต่เขาก็ยังติดกรอบบางอย่างอยู่ เขาเข้ามาในจังหวะที่เห็นว่าเริ่มมีกระแสแล้ว ทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง อยากให้ความขัดแย้งนี้มีจุดสิ้นสุดสักที ที่สังคมถามคือจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งนี้อยู่ตรงไหน มันไม่มีสังคมไหนที่จะปล่อยให้เกิดภาวะอย่างนี้เป็นปีๆ ภาวะที่รัฐบาลเป็นอัมพาตบริหารประเทศไม่ได้ สังคมเกิดความแตกแยกอย่างหนัก คนคุยกันไม่ได้ มันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ฉะนั้นผมว่าเครือข่ายสานเสวนาของ   อ.บวรศักดิ์เป็นตัวแทนของกระแสของคนที่ต้องการเห็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้ง”

เรา  “โดยเอาพื้นฐานจากนักวิชาการฝ่าย 2 ไม่เอา”

ประจักษ์  “ที่เคยพูดๆ กันมานานแล้ว เขาเห็นว่ามันมีคนที่ไม่เอาทั้ง 2 ฝ่ายจริงๆ”

อภิชาติ  “timing มันเป๊ะ มันออกมาพร้อมกัน แถลงข่าววันเดียวกันโดยที่ไม่ได้นัดหมาย”

ยุกติ  “เราก็คิดว่าถ้าถึงจุดสุกงอมแล้วนั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ เราไม่อยากจะเห็นรัฐประหาร แล้วมาพูดทีหลังว่าเหมือน อ.เสน่ห์ (จามริก) ว่ามันเกิดขึ้นแล้วจะให้ทำยังไง ทำไมเราไม่บอกว่าก็อย่าให้มันเกิดขึ้นสิ”

เรา  “จุดยืนของเครือข่ายสานเสวนาเขาอาจจะยอมรับได้ ถ้ามีการงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตราเพื่อให้มีนายกฯ คนกลาง”

อภิชาติ  “เป็นไปได้ แต่อันนั้นเราไม่เอาแน่”

ยุกติ   “ที่เขาประกาศออกมาเขาไม่ประณามใคร เสวนากันลูกเดียว ก็ไม่ชัดเจนเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร”

ประจักษ์  “ผมคิดว่ากลุ่มนั้นเขาก็มีความห่วงใยกระแสรัฐประหารเหมือนกัน ช่วงก่อนแถลงข่าวของกลุ่มเราและของเขาตอนนั้นกระแสข่าวรัฐประหารรุนแรงมาก ฉุนมาก ทุกคนคิดว่าเกิดแน่ ทำอะไรได้ก็ควรจะทำเพื่อจะอุดช่องไม่ให้เกิดรัฐประหารขึ้น เพียงแต่ท้ายที่สุดเขาไม่พูดออกมา จริงๆ แล้วความเคลื่อนไหวของเขาก็เริ่มมาจากความห่วงใยว่าจะเกิดรัฐประหาร”

ระวังรัฐประหารใต้โต๊ะ

อภิชาติ  “ระเบิดที่เพิ่งเกิดขึ้นชี้ว่าข้อเรียกร้องของทั้งกลุ่มเครือข่ายเราหรือกลุ่มนั้น เป็นข้อเรียกร้องที่ถูก timing ระเบิดที่ลงไม่ว่าจากมือที่ 1 2 3  เราไม่ต้องรู้ก็ได้ว่ามือไหนทำ แต่ความหมายก็คือมีใครบางคนกระตุ้น ไม่ยอมรอแล้ว ต้องเผด็จ ยกระดับความรุนแรงขึ้น ในแง่หนึ่งเป็นการตีกันทั้งเครือข่ายสานเสวนาและกลุ่มพวกเรา เพราะกระแสสันติเริ่มขึ้น  ฉะนั้นต้องทำให้เกิดความไม่แน่นอน ความปั่นป่วน แปลว่าอะไร แปลว่าเขาไม่ยอมหยุด”

เรา  “ณ วันนี้มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่จะยับยั้งความรุนแรงได้”

อภิชาติ  “สื่อเป็นตัวตอบสำคัญมาก บังเอิญเราได้พื้นที่สื่อครั้งนี้ ก่อนนี้เราทำก็ไม่ได้พื้นที่สื่อ สื่อมวลชนสำคัญมากที่จะต้องขยาย ซึ่งก็ดีที่เครือข่ายสานเสวนามีสมาคมนักข่าว สื่อมวลชนจะต้องมี commitment จะต้องมีจุดยืนแบบเรา ในความหมายขั้นต่ำก็คือทะเลาะกันไปแต่อย่าตีกัน  อย่าให้อำนาจนอกระบบเข้ามา  อย่าทำลายระบอบ ถ้าสื่อมวลชนจับตรงนี้แล้วช่วยกัน”

“แต่มีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ข้อเรียกร้อง 3 หยุดของเรา หยุดมวลชนปะทะกัน หยุดให้ท้ายพันธมิตร หยุดรัฐประหาร กลายเป็น 3 หยุดของเราคือ หยุดมวลชนปะทะกัน หยุดอนาธิปไตย และหยุดการรัฐประหาร ไม่มีหยุดให้ท้ายพันธมิตร (หัวเราะ) เขียนข่าวใหม่เลย”

ประจักษ์  “โอกาสที่จะทำรัฐประหารได้ก็คือทหารต้องดูว่ามติมหาชนยอมรับมากน้อยแค่ไหน อย่างคราวที่แล้ว 19 ก.ย. มันมีมติมหาชนที่ส่งสัญญาณว่ารัฐประหารได้ ทหารเลยกล้าทำ รัฐประหารสมัยใหม่ในโลกนี้ไม่สามารถทำได้ถ้าไม่มีมติมหาชนส่งสัญญาณให้ทำ  ฉะนั้นมวลชนก็ต้องส่งสัญญาณอย่างรุนแรงที่ไม่ยอมรับรัฐประหาร ถ้าเราอุดช่องทางไม่ให้แก้ปัญหาด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญอย่างการรัฐประหารและความรุนแรง ผมว่าที่เหลือสังคมไทยก็ยังพอไปได้ ให้เหลือแต่ทางในระบบแล้วก็สู้กันไปในระบบ”

เรา  “เป็นไปได้ไหมที่กระแสสังคมอาจจะเชียร์ให้รัฐประหารเงียบ เอาคนกลางมาเป็นนายกฯ เพื่อให้เกิดความสงบ”

ยุกติ  “ที่น่ากลัวคือการแปรความตั้งใจของสานเสวนาฯ หรือสันติประชาธรรม ทำให้เป็นภาพว่าพวกนี้เป็นกลาง ซึ่งตรงนี้ผมว่าน่ากลัว ถ้าทหารมาสวมความเป็นกลางเข้าไป เขาก็จะทำอะไรได้ ซึ่งอันตราย สิ่งที่เราพูดไป 3 ข้อ เราพูดกันตั้งแต่แรกว่าพยายามที่จะอุดช่องการรัฐประหาร นี่คือใจความสำคัญของเรา แต่กลายเป็นว่าตรงนี้มันไม่ออกมาก รู้สึกเป็นห่วง คล้ายๆ ว่าพอภาพความเป็นกลางเข้ามา ทหารพยายามที่จะสวมความเป็นกลาง”

ประจักษ์  “แต่ถ้าทหารออกมาทำรัฐประหารครั้งนี้อาจจะไม่กลางนะ ทหารจะกลายเป็นทหารของพันธมิตรทันที ตอนนี้กลุ่มเดียวในสังคมที่เรียกร้องรัฐประหารคือพันธมิตร”

เรา  “แต่ 2-3 วันนี้เราก็เห็นปรากฏการณ์ของชนชั้นนำที่ฉีกตัวจากพันธมิตร”

ประจักษ์   “ฉะนั้นพันธมิตรยิ่งเหลือช่องทางเดียวในการที่จะจบเกมครั้งนี้  หรือผลักดันการเมืองใหม่ของตัว ก็คือการรัฐประหาร คือพันธมิตรกำลังเคลื่อนไหวอะไรที่เกินกำลังของตัวเอง ในฐานะที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมไม่สามารถยึดอำนาจรัฐด้วยตัวเองได้  เพราะไม่มีกองกำลังของตัวเอง มันไม่ใช่กองกำลังปฏิวัติ  ฉะนั้นถ้าต้องการเคลื่อนไหวแบบแตกหักและต้องการยึดอำนาจรัฐ social movement  มันทำไม่ได้  เขาต้องพึ่งพิงกองทัพ  แต่ปัญหาคือกองทัพไม่ใช่พันธมิตรเต็มตัวของเขา เป็นแค่พันธมิตรหลวมๆ  กองทัพก็มีผลประโยชน์ของตัวเอง มีสถาบันที่เขาต้องปกป้อง เขาต้องคำนวนว่าเข้ามาแล้วมีความเสี่ยงสูงแค่ไหน สังคมไทยก็เลยค้างเติ่งเพราะพันธมิตรเผด็จศึกด้วยตัวเองไม่ได้”

เรา  “เป็นไปได้ไหมที่ชนชั้นนำจะฉวยกระแสความเป็นกลาง พลิกขึ้นไปทำเหนือชั้น แล้วกระโดดเข้ามาเป็นคนกลางขี่ม้าขาวแก้ปัญหา”

ประจักษ์  “สิ่งที่น่ากลัวกว่ารัฐประหารโดยเปิดเผย คือการรัฐประหารแบบใต้โต๊ะ ในต่างประเทศมีคำนี้ under  the  table coup เพราะมันไม่สามารถรัฐประหารโดยเปิดเผยได้แล้ว ยิ่งประเทศที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมาก  ยิ่งประเทศไทยถ้ามีรัฐประหารอีกเท่ากับมีรัฐประหาร 2 ครั้งในรอบ 2 ปี จะติดกลุ่มประเทศ top 5 ที่ไร้เสถียรภาพที่สุดในโลกทางการเมือง มันแทบไม่มีแล้วนะประเทศที่มีรัฐประหาร ฉะนั้นรูปแบบรัฐประหารแบบใต้โต๊ะเป็นรูปแบบใหม่ที่กองทัพบางประเทศในละตินอเมริกาใช้ คือกดดันอยู่ข้างหลัง จะไม่ทำอะไรที่เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ หรือละเมิดหลักนิติรัฐอย่างชัดเจน เพียงแต่ใช้อำนาจกดดันที่ตัวเองยังมีอยู่ ให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจ  มีการล็อบบี้ หรือสร้างสถานการณ์เช่นความรุนแรงบนท้องถนน อันนี้เป็น pattern เลย ทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ปกครองไม่ได้ ต้องลาออกและเปลี่ยนขั้วอำนาจ มันเป็นแรงกดดันที่กองทัพสร้างขึ้น”

อภิชาติ  “อันนี้เราต้องระวังเพราะมันเริ่มมีสัญญาณว่าเขาจะทำ under the table ยังไง”

เรา  “มีกระแสข่าวว่าอาจจะใช้รูปแบบรัฐบาลแห่งชาติที่มีคนของพรรคพลังประชาชนร่วมด้วย แต่โดดเดี่ยวกลุ่มทักษิณ และระยะยาวแกนนำพันธมิตรคงต้องไปจบที่ศาล”

อภิชาติ   “รูปแบบนี้คือการกำจัดฝ่ายทักษิณอยู่ดี แล้วก็ชิ่งจากพันธมิตรได้ด้วย”

ยุกติ  “ที่ผมมองว่าเป็นไปได้คือสวมกระแสกลางแล้วยึดอำนาจ”

อภิชาติ   “เราถึงต้องย้ำให้ชัดเจนว่าหยุดที่ 3 ของเราสำคัญ เราไม่เป็นกลางแบบว่ายืนตรงกลางเป๊ะๆ ระหว่าง 2 ฝ่าย เราเป็นกลางในความหมายที่เรายึดหลักประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงต้องมาตามกติกา เราเลือกเชื่ออันนี้ เราขอยึดหลักอันนี้ เราไม่เป็นกลาง เรายึดหลักอันนี้ เราเชื่ออันนี้ ถ้าพูดแบบไม่ต้องอ้างความเป็นกลาง ผมเอาแบบนี้คุณจะเอากับผมไหม”

เรา  “สมมติกองทัพเข้ามาสวมความเป็นกลางอาจจะสวยงามมาก กำจัด นปช.ด้วยข้อหาหมิ่นสถาบัน และเบรกพันธมิตรฐานอ้างสถาบัน”

ประจักษ์  “ตรงนี้ก็น่ากลัวว่ากองทัพกำลังใช้ประเด็นเรื่องความจงรักภักดีมาเป็นประเด็น เพราะเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารมาโดยตลอด  ฉะนั้นสังคมต้องจับตาเมื่อไหร่ที่กองทัพเริ่มออกมาพูดเรื่องความจงรักภักดี”

เรา   “เขาอาจจะหันไปเล่นพันธมิตรด้วย”

ประจักษ์  “พันธมิตรก็จะถูกโดดเดี่ยว ก็คือดาบนั้นคืนสนอง อาวุธที่ตัวเองเอามาเล่นทิ่มแทงคนอื่นจะกลับไปที่ตัวเอง ซึ่งเป็นไปได้เพราะพันธมิตรพูดถึงเรื่องนี้บนสื่อของตัวเอง บนเวที มากกว่ากลุ่มไหนๆ ในสังคม”

ยุกติ  “หลังๆ เราจะเห็นว่า royalist ที่ฉลาดๆ ก็เริ่มจะกลัวๆ ว่าดึงสถาบันมาแปดเปื้อนมากเกินไป”

Chaos ไม่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เรา “สันติประชาธรรมไม่ได้บอกว่าให้พันธมิตรเลิกม็อบแล้วกลับบ้านใช่ไหม”

อภิชาติ”เราบอกว่าให้ออกจากทำเนียบ   ให้ทำให้ถูกกฎหมาย   การ์ดต้องห้ามพกอาวุธ  คือทำตามกฎหมายจริงๆ สงบและสันติ ให้ชุมนุมที่ไหนก็ได้โดยปราศอาวุธและความรุนแรงอย่างแท้จริง”

ประจักษ์ “ควรจะต้องออกจากทำเนียบทันที เลิกยุทธวิธีดาวกระจาย หรือว่ายั่วยุให้เกิดการปะทะ ความเห็นส่วนตัวผมคือถ้าแกนนำรักมวลชนจริงๆ   ทำไมไม่พิจารณาที่จะยุติการชุมนุมชั่วคราวบ้าง  มันสามารถเลิกแล้วกลับมาชุมนุมใหม่ได้       การชุมนุมที่ผ่านมาของกลุ่มอื่นในสังคมไม่มีใครชุมนุมยืดเยื้อโดยตลอด  เพราะมวลชนเป็นคนแบกรับภาระหนัก  หยุดพักไปบ้างก็ได้แล้วกลับมาชุมนุมใหม่  ถ้าแกนนำคิดถึงสวัสดิภาพของมวลชนจริงๆ   อย่าไปเล่นแต่เกมยืดเยื้ออย่างเดียว  คือแกนนำพันธมิตรเคลื่อนไหวราวกับว่าจะไม่มีวันพรุ่งแล้ว  ต้องสงครามครั้งสุดท้าย  ประเทศไทยจะแตกสลายแล้วภายในวันสองวันนี้ ซึ่งมันไม่จริง”

อภิชาติ “ทั้งหมดมันนำไปสู่การล้อมรัฐสภา ซึ่งแกนนำต้องรู้ว่าโอกาสความเสี่ยงเกิดขึ้นแน่ๆ มีจริยธรรมในการนำแค่ไหน ผมเชื่อว่ามวลชนไปอย่างเต็มหัวใจ แต่ฝ่ายนำของพันธมิตรเป็นไปได้หรือที่จะไม่รู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ จริยธรรมในการนำการชุมนุมอยู่ตรงไหน”

ประจักษ์ “เราเรียกร้องจากแกนนำว่าต้องมีสปิริต เพียงแต่ตอนนี้ทิศทางการเคลื่อนไหวที่ถูกกำกับโดยแกนนำเป็นทิศทางที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดความรุนแรง ละเมิดหลักการประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น และค่อนข้างไม่ค่อยคำนึงถึงสวัสดิภาพของมวลชนของตัวเอง”

เรา “บางคนมองว่าถ้าพันธมิตรหยุด สังคมจะไม่เปลี่ยนแปลง”

อภิชาติ “จุดแข็งของพันธมิตรคืออะไร ปลุกเร้าคนให้แอนตี้คอร์รัปชั่นใช่ไหม เป็นฝ่ายตรวจสอบรัฐ เป็นฝ่ายค้านนอกสภา  ถ้าหยุดเราไม่ได้แปลว่าให้หยุดถาวร  หยุดวันนี้ได้ไหม แล้วมาใหม่ abuse of power  ของฝ่ายบริหารมันไม่มีทางแก้ได้ในสงครามครั้งสุดท้าย  การที่บอกว่าทำตัวเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน มันไม่ได้แปลว่าคุณจะสามารถล้างการเมืองไทยให้สะอาดได้ภายใน  2  วัน  มันเป็น long process ของการสู้กันมาเป็นร้อยๆ  ปี  อย่าลืมว่าในอดีต ส.ส.ของอังกฤษใช้เงินซออนะครับ อย่างเปิดเผยด้วย ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภามันมีข้อเสียเต็มไปหมด แต่คุณไม่มีทางใช้สงครามครั้งสุดท้ายล้างมันได้ภายใน 1  วัน  มันต้องค่อยๆ สู้กันไป แปลว่าคุณจะต้องไม่เคลื่อนไหวแบบสุ่มเสี่ยงและแตกหัก โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนต่อสังคมและต่อมวลชนของคุณเอง ที่เขาสนับสนุนคุณร้อยเปอร์เซ็นต์”

เรา  “ผมเคยคุยกับแกนนำพันธมิตร เขาบอกว่าที่นำเสนออะไรสุดขั้ว เกิน 100 เขารู้ดีว่าผลที่ออกมามันไม่ 100 หรอก แต่สังคมรับไปได้แค่ 30-50 ก็ดีแล้ว ถ้าทำความเข้าใจเขาคือเขาพยายามทำให้เกิด Chaos เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่”

ยุกติ “แล้วต้นทุนที่เขา chaos มันเท่าไหร่”

อภิชาติ “กี่ศพแล้ว คิดอย่างนั้นคิดไปเลยแต่วิธีการที่จะนำไปสู่อันนั้นต้องเหยียบอีกกี่ศพ”

ประจักษ์   “ความคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรก็ยังไม่ชัดเจนเลย มันไม่มีอะไรที่จับต้องได้ชัดเจน เปลี่ยนไปเรื่อย แล้วคุณออกมาเคลื่อนไหวแตกหักอย่างนี้มันน่ากลัวมาก”

เรา   “มองในมุมของเขา   นี่อาจจะเป็นการปฏิวัติสังคมโดยการฟอกล้าง ลากทุกฝ่ายในสังคมออกมาฟอกล้างให้หมด ทำให้เกิด Chaos”

ยุกติ  “ผมคิดว่าบทเรียนที่เขาได้ในการต่อสู้ที่ผ่านมา 3 ปี คือการสร้างภาวะที่ใกล้เคียงกับอนาธิปไตย ซึ่งในสังคมไทยมันทำได้ง่าย ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอเกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนสิ่งที่เขาคาดหวังคือจะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่เข้าข้างเขา และมานำสังคมกลับไปสู่ order และเขาก็จัดการให้สังคมกลับไปสู่ระเบียบแบบเก่า แต่ไม่รู้หรอกว่าตรงนั้นจะเป็นใครกันแน่ แต่เขารู้ว่าเขาจะทำอย่างไรให้สังคมเกิดภาวะ chaos ที่น่ากลัวคือ chaos มันเกิดขึ้นแล้ว”

ประจักษ์  “พันธมิตรเป็นเหมือนขบวนพระศรีอาริย์ ใช้ภาษา พิธีกรรมบางอย่างคล้ายๆ ลัทธิทางศาสนา มาปลุกเร้าให้การเมืองเป็นเรื่องศีลธรรมเป็นเรื่องดีชั่ว และก็ขายโลกอุดมคติที่ยังมาไม่ถึงและยังไม่รู้ว่าคืออะไร  แต่โจมตีปัจจุบันว่ามันเน่าเฟะแล้ว ที่น่ากลัวคือขบวนการอย่างนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์โลก  เขมรแดงก็ขายอุดมการณ์ใหม่ ปรากฏว่าอุดมการณ์ใหม่ระเบียบการเมืองใหม่ที่มาแทนที่แย่ยิ่งกว่าเก่าและเป็นเผด็จการทางความคิดยิ่งกว่าระบอบเก่าที่ล้มลงไป”

ยุกติ “เพราะมันเกิดขึ้นมาจากความรุนแรง  เกิดจากภาวะไร้ระเบียบ”

เรา  “แกนนำพันธมิตรไม่ใช่พลพต ผมมองว่าเขาไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด แต่เขารู้ว่าเขาจะทำอะไร”

ประจักษ์ “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงยิ่งน่ากลัว ในแง่ที่ไม่จริงใจกับมวลชน”

อภิชาติ  “คุณคุม  cost  ได้ไหม  อันตรายอยู่ตรงนี้ใช่ไหม  คุณจะเอา  6  ตุลาอีกกี่เวอร์ชั่น แกนนำพันธมิตรต้องคิดด้วยว่า cost เท่าไหร่”

ยุกติ  “ขายฝันมันโอเค แต่วิธีที่จะนำไปสู่ฝันอันนั้นที่เขาเลือกตอนนี้คือล้างไพ่ ทำให้เกิดความปั่นป่วนแล้วกลับไปสู่ระเบียบใหม่”

เรา  “ผมเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรภาคประชาชนรู้ดีว่าที่เขาขายฝันอยู่นี้มันไม่จริงหรอก แต่เขาหวังว่ามันจะเกิดผลดีกว่าที่เป็นอยู่ หลัง  Chaos  จะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ป่วนอย่างนี้แหละ จะฟอกล้างสังคมไทยได้ ในความหมายคือฟอกล้างทุกฝ่ายเลยนะ ไม่ใช่แค่ทักษิณ เพราะเขาลากทุกฝ่ายออกมา”

อภิชาติ  “คุณจะชอบไม่ชอบก็ตาม นปช.บางคนก็อาจชอบที่จะลากทุกฝ่ายมาแบ สองฝ่ายจึงเหมือนกันคือ extreme ทั้งคู่ ความเหมือนระหว่าง นปช.กับแกนนำพันธมิตร นปช.ก็ขายฝันแบบหนึ่งของมัน พันธมิตรก็ขายฝัน เล่นการเมืองแบบสุดโต่งโดยไม่คำนึงถึง cost ที่ตามมา เอามวลชน 2 ฝ่ายมาปะทะกัน คุณเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อนำไปสู่สิ่งที่คุณเชื่อ  ผมไม่ได้ตั้งคำถามว่าแกนนำพันธมิตรคิดอย่างนั้นมันดีหรือไม่ดี  แต่เพื่อไอ้นี่ของคุณซึ่งเป็นหลักการนามธรรม คุณต้องสังเวยอีกกี่ศพ แบบเดียวกับอีกฝ่ายหนึ่งที่บอกว่าเพื่อหลักการนามธรรมบางอย่าง”

ประจักษ์  “ถ้าเขาเชื่ออย่างหนึ่งแต่เขาพูดกับ  public  อีกอย่างหนึ่ง  ไม่ได้เชื่อทั้งหมดในสิ่งที่ตัวเองพูด  ผมว่าไม่มีความรับผิดชอบมวลชนของตัวเองและต่อสังคมไทย คุณเคลื่อนไหวมาถึงขนาดนี้จนเกิดสูญเสียล้มตาย  ทำให้สังคมเป็นอัมพาต คุณไม่ได้โปร่งใสกับความคิดของตัวเองว่าจะพาสังคมไทยไปสู่อะไรกันแน่ คือเป้าหมายปลายทางอยู่ตรงไหน”

“มันมีหลายกลุ่มในประวัติศาสตร์เชื่อว่าสามารถเกิดสิ่งที่ดีงามจากความวุ่นวายความรุนแรงได้ ต้องมีการเสียสละ บาดเจ็บ พวกนักปรัชญาใช้คำเปรียบเทียบว่าเหมือนคลอดลูก มีสิ่งสวยงามออกมาต้องมีคนเจ็บคือแม่  แต่ผมกลัวว่ามันจะไม่มี  order  มันจะมีแต่ chaos และการสร้าง chaos อย่างนี้มันก็จะมีแต่  chaos ไปเรื่อยๆ  ยิ่งถ้าเขาลากทุกฝ่ายออกมา  แล้วมีบางคนไปเล่นด้วย ทำให้ตอนนี้สังคมไทยไม่เหลือสถาบันอะไรเป็นหลักยึดและยุติความขัดแย้ง    มันถึงจุดที่ไม่มีใครฟังใครอีกแล้ว สถาบันไหนที่เป็นกลางที่แท้จริงจะทำให้ทุกฝ่ายฟังกันได้ จุดนั้นผมยังมองไม่ออกว่ามันจะมีระเบียบใหม่เกิดขึ้นได้อย่างไร มีแต่ chaos แล้วลุกลามไปเรื่อยๆ”

อภิชาติ “สุดท้ายภายใต้ chaos มันก็จะเกิดระเบียบ แต่ระเบียบใหม่มันจะเป็นอะไรก็อีกเรื่อง”

ยุกติ  “การที่ระเบียบจะออกมาจาก chaos มันจะต้องรวมศูนย์มากๆ เพื่อที่จะควบคุมภาวะระส่ำระสายอย่างรุนแรง มันจะต้องใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ รัฐธรรมนูญต้องการแค่ 5 ข้อ คณะรัฐมนตรีต้องการแค่ 5 คน มันจะเบ็ดเสร็จ และกินระยะเวลายาว”

อภิชาติ”แล้วบาดแผลที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาเท่าไหร่  เหมือน 6 ตุลาเราต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ ความเงียบของ 6 ตุลายังมีอยู่ มันยังไม่หาย และถ้าครั้งนี้มี chaos แบบนั้น ที่มันใหญ่ด้วย จะต้องใช้เวลาล้างแผลอีกเท่าไหร่”

ยุกติ “เวียดนามใช้เวลาเยียวยานานมาก   ตอนนี้ยังไม่จบเลย ความขัดแย้งลึกๆ ยังมีอยู่ ระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ คนที่อพยพไปต่างประเทศเขายังคับแค้นอยากที่จะกลับมาปฏิวัติ ความขัดแย้งเหมือนกับเรา พอถึงจุดหนึ่งก็จับอาวุธยิงกัน รบกัน แล้วมันจะมองหน้ากันอย่างไร”

อภิชาติ*”พลพตแผลหายหรือยัง 1965 เกิดอะไรขึ้นในอินโดนีเซีย ซูฮาร์โตขึ้นสู่อำนาจ”

ประจักษ์ “คนตายไป  5  แสนคนซูฮาร์โตก็บอกว่าจะสร้างการเมืองใหม่  new  order  คำเดียวกันเลย  น่ากลัวมาก  ด้วยข้ออ้างคล้ายๆ  กันคือบอกว่าระบอบประชาธิปไตยไม่เหมาะกับสังคมอินโดนีเซีย ระบอบรัฐสภาที่ซูการ์โนทำมามันล้มเหลว ต้องสร้างการเมืองใหม่ที่มีกองทัพเป็นผู้นำ”

เรา “แต่แกนนำพันธมิตรอาจจะมองว่าสังคมไทยวันนี้ โอกาสที่จะฆ่าฟันกันรุนแรงคนตายเป็นร้อยมันเกิดขึ้นได้ยากแล้ว”

ประจักษ์ “อันหนึ่งที่ชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยประเมินต่ำเกินไปในความขัดแย้งครั้งนี้   ก็คือพลังต้านรัฐประหาร ผมคิดว่าประเมินต่ำไม่ได้ แล้วเผลอๆ พลังต้านรัฐประหารที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย คือทหารไทยเคยชินมากเกินไปที่ทำรัฐประหารแล้วไม่ถูกต่อต้านจากมวลชน  แต่ต้องเข้าใจว่ารัฐประหารครั้งก่อนๆ  เป็นการชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเอง คนอื่นไม่เกี่ยว  รัฐประหารไม่มีคนออกมาต้านเพราะคนยังไม่รู้สึกหวงแหนระบอบรัฐสภา และการเลือกตั้ง ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างพรรคการเมืองกับมวลชน  พูดง่ายๆ ไม่มีใครแคร์เมื่อรัฐบาลพลเรือนถูกรัฐประหาร  เพราะไม่เคยได้ประโยชน์จากพรรคการเมืองเหล่านี้  แต่ตอนนี้จะชอบหรือไม่ชอบไทยรักไทยหรือทักษิณ  ชนชั้นนำไทยต้องตระหนักว่าหลัง 2544 การขึ้นมาของรัฐบาลไทยรักไทยเปลี่ยนการเมืองไทยไปแล้ว   และมันมีมวลชนจริงๆ  ที่เขาเลือกเป็นฐานเสียงของพรรคการเมือง  ของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา  ที่ถ้ามีรัฐประหารเขาพร้อมจะปกป้องเพราะเป็นประชาธิปไตยที่กินได้แล้วสำหรับเขา ฉะนั้นการแสดงพลังต่างๆ  ที่เกิดขึ้นมา รวมทั้งวันที่ 1 พ.ย. ผมว่าประเมินต่ำไม่ได้ ถ้ามีคนมา 5-6 หมื่นคน เผลอๆ นี่จะเป็นการแสดงพลังต้านรัฐประหารที่ใหญ่ที่สุดที่สังคมไทยเคยมีมา”

เรา “เขาก็จะบอกว่ามีแต่รากหญ้า”

อภิชาติ    “การดูเบาคนแบบนี้เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิด   เขาอาจจะได้รับค่ารถมาจริง อาจจะได้เบี้ยเลี้ยงมาจริงก็ได้ แต่เขามาด้วยใจ เพราะ 30 บาทหรือเพราะนโยบายอื่นๆ อย่างที่บอกมันเป็นครั้งแรกที่ประชาธิปไตยกินได้ ก่อนหน้านั้นชาวบ้านไม่มาแคร์อะไรกับรัฐประหารหรอก เพราะการเมืองไม่เคยให้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่คือผลประโยชน์ที่เขาจะปกป้อง”

เรา  “ผมยังคิดว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะไม่ยอมตายเพื่อต้านรัฐประหารหรือเพื่อทักษิณ โอเค เขาอาจจะเลือกพลังประชาชนเพื่อแสดงการต่อต้าน  แต่ที่รุนแรงตอนนี้คืออารมณ์ต่อต้านพันธมิตร เช่นปรากฏการณ์ที่ประชาธิปัตย์โดนปาอึ”

ประจักษ์”ผมถึงบอกว่าประเมินต่ำไม่ได้”

อภิชาติ “ชาวบ้านเขาอาจจะยอมตายเพื่อรัฐประหารได้เพราะตอนนี้มันคือความเกลียดฝ่ายพันธมิตร”

ประจักษ์  “สังคมไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายครั้งใหญ่ ถ้ามองโดยใช้ความเคยชินแบบเก่าๆ กับการรัฐประหารและสำเร็จแบบง่ายๆ     ผมคิดว่าต้องระวัง    สังคมไทยอาจจะมาถึงจุดที่เราต้องใช้กระบวนทรรศน์ใหม่ที่ไม่อาจหวนกลับ  ใช้ภาษา  อ.เกษียร  point  of  no return ยิ่งตัวละครต่างๆ ออกมาแสดงตัวมากขึ้น  กระแสที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่มวลชนบางทีเราคาดการณ์ไม่ได้  และอย่าลืมว่า chaos ในสังคมไทยสร้างง่าย   ยิ่งโครงสร้างรัฐไทยไม่ได้แข็งแกร่ง  ฉะนั้นอย่าคิดว่ามีแต่ฝ่ายพันธมิตรที่สร้าง chaos ได้ ถ้าเกิดการรัฐประหารขึ้นแล้วผมไม่คิดว่ามันจะจบ รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารอาจจะตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับรัฐบาลพลังประชาชน คือได้อำนาจรัฐแต่ปกครองไม่ได้”

อย่าไว้ใจพวกเป็นกลาง

เราตั้งคำถามว่า ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ยอมลง ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเกิด Chaos ใช่ไหม

อภิชาติ  “ผมยังคิดว่าเรายังไม่ถึง  point  of  no return* *เกือบ-แต่ยังไม่ถึง ถ้าสังคมสามารถป้องกันไม่ให้ตีกันได้   ในระยะใกล้ๆ  แต่สัญญาณแบบที่มีระเบิดมันแย่มาก  ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ถ้าตรงนี้ไม่เกิดขึ้น ทหารที่เรากลัวก็เข้ามาไม่ได้”

“ที่เห็นอันหนึ่งก็คือสื่อต้องทำตรงนี้ สื่อมีอำนาจมากในปัจจุบันที่จะเรียกร้องสันติให้กลับมา เป็นหน้าที่ของสื่อหลัก  อันที่สอง  factor ต่างๆ ไม่ว่าขั้วไหนต้องคิดอะไรแปลกๆ บ้าง เช่นทำไมนายกฯ รองนายกฯ  ไม่เดินเข้าไปในม็อบ เดินไปเชิญผู้นำพันธมิตรเจรจา คิดอะไรแปลกๆ มีมุขแบบนี้ มุขอย่างกลุ่มมหิดล  กลุ่มสันติวิธี  พระไพศาลที่ขอบิณทบาตรอาวุธ แต่ละกลุ่มต้องช่วยกันคิดมุขเพื่อดึงกระแส เพื่อตีกันความสุดโต่งของผู้นำทั้ง  2  ฝ่าย  ไม่ให้พื้นที่สื่อในสังคมถูกยึดด้วยความเป็นสุดโต่งของ  2 ฝ่าย อันนี้ต้องช่วยกันคิด  ไม่ว่ารัฐบาลหรือเอ็นจีโอ  กลุ่มสันติทั้งหลาย ที่จะออกมาดึงความสนใจให้สังคมฉุกคิดว่าเราเกือบจะ point of no return แล้วนะ”

ประจักษ์ “พันธมิตรหรือชนชั้นนำจำนวนหนึ่งที่ช่วยพันธมิตรอยู่  ไม่สามารถเผด็จศึกด้วยตัวเองได้  คือทำได้แต่ชงสถานการณ์  ชงเองตบเองไม่ได้ ทั้งหมดนี้ที่เขาสร้าง chaos เขาสร้างสถานการณ์ให้มันสุกงอมพอที่จะมีการแทรกแซงจากกองทัพ   ตัวตบคือกองทัพในฐานะที่เป็นกลไกรัฐที่ผูกขาดความรุนแรง  ตอนนี้สังคมมันมาค้างเติ่งที่ว่าชงให้แล้ว แต่ทหารไม่มาตบ ผมเลยคิดว่า key คือกองทัพ ถ้าจะให้ chaos  มันจบ และเกิด order มันจะต้องเป็นเผด็จการที่มากกว่า 19 ก.ย. ซึ่งชนชั้นอาจจะสรุปด้วยซ้ำว่าความผิดพลาดของ  19 ก.ย. หน่อมแน้มเกินไป ยึดอำนาจรัฐได้แต่ไม่เด็ดขาดเพียงพอ แม้กระทั่งสกัดกั้นหลายวิถีทางก็ยังปล่อยให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมามีอำนาจรัฐได้  ดังนั้นเขาต้องไม่หน่อมแน้มในรอบนี้ ยิ่งมีพลังต้านรัฐประหารเกิดขึ้นแล้วเขายิ่งจะเผด็จการมากกว่าเก่า หมายถึงว่าอาจต้องมีการปราบปรามเกิดขึ้น และมีกระแสต้านรัฐประหาร อาจจะมีรูปแบบเป็นการจลาจล  ก็อาจจะต้องมีการปราบปราม*ดังนั้นการเมืองใหม่อาจจะต้องนองเลือด”

ยุกติ “หนึ่งก็คือเกิดจากการสร้างความรุนแรง chaos แล้วรัฐประหาร สองคือสร้างกระแสเป็นกลางขึ้นมา หรือมันอาจจะเกิดพร้อมๆ กันก็ได้ ฉะนั้นในความเห็นผมคือ หนึ่ง อย่าไว้ใจพวกที่บอกว่าเป็นกลาง สำหรับพวกผมหลีกเลี่ยงการแสดงตัวว่าเป็นกลาง เพราะมันพร้อมที่จะถูกสวมได้ง่ายๆ เราพยายามจะยืนอยู่บนหลักการที่ชัดเจน ถ้าเราพูดกับพันธมิตรไม่รู้เรื่อง ก็ลอง นปช. พูดยังไง คือขอให้ชัดเจนได้ไหมเขามีใครบ้าง เคลื่อนไหวแต่ละครั้งใครกันแน่ เคลียร์กับสังคมให้ชัดเจน มีใครทำอะไรบ้าง คือฝากกระซิบนปช.ว่าทำอะไรมืออาชีพหน่อย  คุณต้องชัดเจน ไม่ใช่ว่ากลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มั่วไปหมด”

เรา “เช่น เสธ.แดงก็เข้ามาแจม”

ยุกติ  “แล้วพอเกิดอะไรขึ้นมาจะถูกโยน เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะสกัดเงื่อนไขต่างๆ เงื่อนไขที่เป็นกลางมากๆ ก็อันตราย”

อภิชาติ”ไม่ประณามใครเลยผมว่าเป็นเงื่อนไขที่ผิดนะ แทงกั๊กแล้ว”

ประจักษ์  “ต้องประณามการรัฐประหารล่วงหน้า คือต้องบอกให้ชัดเจนว่าไม่มีสิทธิที่เรียกว่าความเป็นกลางโดยการรัฐประหาร ถ้ากองทัพทำรัฐประหารเมื่อไหร่ แม้จะใต้โต๊ะ คือกองทัพยุติบทบาทความเป็นกลางทันที”

เรา “ถ้าอ้างความเป็นกลางโดยพยายามประนีประนอม เช่นมีรัฐบาลแห่งชาติ เป็นไปได้ไหม”

อภิชาติ “คุณจะสมานฉันท์อย่างไรถ้ามันมีความขัดแย้งอยู่จริงๆ ความจริงก็ไม่ปรากฏ มันไม่มีทางสมานฉันท์ได้อยู่แล้ว”

ยุกติ “มันไม่จำเป็นต้องสมานฉันท์แต่วิธีการที่จะอยู่ด้วยกัน ขัดแย้งแล้วจะอยู่ยังไง”

อภิชาติ “ก็คือทะเลาะกันไป เราไม่ได้ให้คนมาจูบปากกัน แต่อยาตีกัน ทหารอย่าออกมา”

เรา  “หลายคนก็เชียร์พันธมิตรเพราะไม่ต้องการสมานฉันท์อย่างที่ชนชั้นนำต้องการ สังคมไทยไม่สามารถกลับไปประนีประนอมแบบเดิมได้ รัฐบาลสมัครเคยมีความพยายามประนีประนอมกับชนชั้นนำ แต่พันธมิตรปฏิเสธ”

อภิชาติ   “เราก็ต้องพยายามไม่ให้การเมืองไทยมันตกอยู่ภายใต้  elite ไม่กี่คน พันธมิตรอาจจะมีประโยชน์ตรงนี้คือมันลาก elite ทุกคนออกมาหมด”

ประจักษ์  “มีเอ็นจีโอจำนวนหนึ่งคิดอย่างนี้ เขาบอกว่ากลุ่มสันติประชาธรรมก็เห็นด้วย แต่เขาคิดว่าสมมติพันธมิตรหยุดจริง สังคมกลับไปสู่ความสงบ แล้วจะมีใครมาตรวจสอบอำนาจรัฐอีกหรือเปล่า เหมือนกับพันธมิตรหยุดเท่ากับภาคประชาชนอ่อนแอไปด้วย   แล้วจะมีใครออกมาตรวจสอบแบบนี้   ผมก็ยอมรับว่าพันธมิตรมีคุณูปการในการปลุกความตื่นตัวของประชาชน และก็สร้างประเด็นการตรวจสอบ”

“ประเด็นของผมคือ   ถ้าสังคมไทยไม่สามารถหาวิธีตรวจสอบรัฐบาลที่ดีกว่าที่พันธมิตรทำ สังคมไทยมีปัญหา      ถ้าไม่สามารถสร้างรูปแบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ทำลายระบอบประชาธิปไตยลงไปด้วย และก็ละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่นไปด้วย แต่ผมยังเชื่อว่าเราไม่อับจนถึงขนาดนั้น”

ยุกติ  “สิ่งที่พันธมิตรทำมา แสดงให้เห็นว่าระบอบรัฐสภามีจุดอ่อนเยอะ และประชาชนก็ต่อสู้ได้เหมือนกัน   แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่พันธมิตรทำมันกลับทำลายขบวนการภาคประชาชนเสียเองด้วยการละเมิดต่างๆ    ในทางตรงกันข้ามแทนที่จะมองว่าถ้าพันธมิตรล่มภาคประชาชนจะล่มไปด้วย   ผมว่าขบวนการประชาชนหลังพันธมิตรจะมีชีวิตที่ดีมากกว่านี้”

เรา  “ถ้าพันธมิตรหยุด สิ่งที่พันธมิตรต่อสู้มาไม่ได้หยุดใช่ไหม ประเด็นความไม่เป็นธรรมการต่อต้านทุจริตที่พันธมิตรจุดขึ้นมาก็จะยังอยู่ใช่ไหม”

ยุกติ   “ในมวลชนพันธมิตรมีความหลากหลายและทำประเด็นอะไรของตัวเองได้ต่อไป   ทุกวันนี้มวลชนแทนที่จะตามผู้นำแล้วหันกลับมาดูกันเอง  แล้วดูว่าใครจะเป็นผู้นำในกลุ่มของตัวเอง ในอนาคตจะทำอะไรต่อไป  สร้างกลุ่มกดดันในท้องที่ของตัวเอง  หรือสร้างประเด็นในสังคม  ทำได้เยอะแยะ พันธมิตรหาทางลงเร็วๆ  ดีกว่า  เพื่อที่จะทำให้ขบวนการประชาชนหลังจากคุณจะได้มีชีวิตต่อไปได้ ถ้าคุณยังไปแบบนี้พอโดนปราบ   ถ้ารัฐมีความชอบธรรมที่จะปราบขึ้นมา  ผมว่าหัวมันจะกุด  ขบวนการประชาชนอาจจะต้องฝ่อไปอีกนาน”

เรา   “หรืออาจเป็นอีกมุมหนึ่งคือพันธมิตรถูกมวลชนฝ่ายตรงข้ามต่อต้าน หมั่นไส้ แทนที่จะไปสร้างกลุ่มต่อสู้ในเรื่องต่างๆ ได้ ก็กลับจะมีศัตรู อย่างนั้นใช่ไหม”

ประจักษ์ “การวิพากษ์วิจารณ์เลยสำคัญขึ้นมา  คือตอนนี้พันธมิตรกำลังโดดเดี่ยวตัวเองโดยไม่จำเป็น  ด้วยวิธีการเคลื่อนไหว  ถึงบอกว่าถ้ารักเขาต้องดึงเขากลับมาในทิศทางที่ควรจะเป็น และถ้าเขารักขบวนการภาคประชาชนเขาควรจะเลิกได้แล้ว ในทางประวัติศาสตร์พันธมิตรไม่ใช่ผู้บุกเบิกภาคประชาชน พันธมิตรเองนั่นแหละได้รับมรดกหรือได้รับอานิสงส์จากภาคประชาชนที่เติบโตขึ้นหลัง 14 ตุลา จริงๆ แล้วพันธมิตรเป็นคนที่ใช้มรดกหลัง    14    ตุลา   และตอนนี้ใช้ฟุ่มเฟือยเกินไป   และกำลังจะทำลายมรดกตรงนี้ของ 14  ตุลาไป  ผมคิดว่าภาคประชาชนจะไม่ตายไปกับพันธมิตร  เพราะมันก่อตัวมาพอสมควร ไม่ใช่เพิ่งมาเกิด ภาคประชาชนเรามีประวัติการต่อสู้ดีกว่าประเทศอื่นในเอเชีย จะไม่หายไปพร้อมกับทักษิณ ไม่หายไปพร้อมกับคมช. ไม่หายไปพร้อมกับพันธมิตร”

เรา “แต่เสียหายใช่ไหม”

ยุกติ  “ถ้าไม่หยุดก็เสียหาย ภาคประชาชนไทยหยั่งรากและเติบโต มันไม่ใช่จู่ๆ ก็เกิด มันมีแรงสนับสนุนจากภายนอกด้วย   มันมีความเป็นโลกาภิวัตน์ในขบวนการประชาชนทั่วโลก และเขาก็สนับสนุนกัน ทั่วโลกเขาเฝ้าดูอยู่ แต่ปัญหาตอนนี้คือพันธมิตรถือเสมือนว่าตัวเองเป็นตัวแทนของภาคประชาชน และกำลังนำพาให้มรดกเหล่านี้ที่มีอยู่ไปสู่จุดที่อาจจะพังพาบไปได้ มันไม่ใช่แรงต่อต้านจากคนที่เกลียดพันธมิตรเท่านั้น แต่รัฐเองอาจจะฉวยโอกาสทำลายโดยบอกว่าคุณจะทำตัวแบบพันธมิตรอีกแล้ว พันธมิตรกำลังทำให้ภาพของภาคประชาชนกลายเป็นภาพลบ”

อภิชาติ  “เอ็นจีโอคนสำคัญๆ ที่ยังสนับสนุนพันธมิตรต้องคิดหนักแล้ว ว่าจะวางบทบาทส่วนตัวอย่างไร ท่านจะมือเปื้อนเลือดไปด้วยหรือเปล่า และอนาคตที่ตอนนี้คำว่าภาคประชาชนถูกทำให้เสียชื่อไปแล้ว ระดับหนึ่ง หลังจากนี้คุณจะเคลื่อนไหวอย่างไร คุณต้องรับผิดชอบด้วยนะ ผู้นำเอ็นจีโอที่สนับสนุนพันธมิตรต้องถามตัวเองจริงๆ การสนับสนุนของคุณที่มีต่อพันธมิตรมันจะส่งผลต่อการทำงานของเอ็นจีโอของภาคประชาชนจริงๆ ในระยะยาวอย่างไร ต้องตอบด้วย”

เรา “หมายถึงอำนาจรัฐจะฉวยโอกาสที่สังคมเบื่อม็อบดิสเครดิตภาคประชาชน อย่างนั้นใช่ไหม”

อภิชาติ “ต่อไปสมัชชาคนจนอาจจะเคลื่อนไหวไม่ได้ ประจวบฯอาจจะเคลื่อนไหวไม่ได้”

ประจักษ์  “ประเด็นหยุดให้ท้ายพันธมิตรจึงสำคัญ และจริงๆ ถือว่าเป็นการเรียกร้องที่เบามากแล้ว ถ้าไม่มาติดที่ถ้อยคำ คือเวลาเราบอกว่าหยุดให้ท้ายพันธมิตร ไม่ใช่หมายความว่าถ้าอย่างนั้นคือให้ท้ายรัฐบาล ไม่ใช่ การหยุดให้ท้ายพันธมิตรคือแค่เรียกร้องให้ภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรบ้าง”

เรา  “ดูสถานการณ์ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีทางลง ไม่ใช่แค่พันธมิตร ฝ่ายทักษิณก็ต้องดิ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีฮาร์ดคอร์ที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ถึงวันนี้เราจะหยุดได้จริงหรือเปล่า”

อภิชาติ “ก็ต้องลองดู เราไม่รู้เราจะชนะหรือเปล่า เรา-หมายความว่ากลุ่มต่างๆ ต้องคิดแทคติคออกมา เราเห็นว่าฮาร์ดคอร์ทั้ง 2 ฝ่ายกำลังจะลากเราไปสู่เหว เราก็ต้องตีกันฮาร์ดคอร์ 2 ฝ่ายนี้ออก ไม่ให้ทหารออกมา”

ยุกติ “ทุกวันนี้ต้องเป็น 3 ไม่เอาแล้ว เพราะทหารแยกตัวออกมาจากพันธมิตรแล้ว”

เรา “อาจารย์ยังเห็นว่าระเบียบใหม่หลัง Chaos ไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป”

ประจักษ์  “ประวัติศาสตร์โลกไม่ใช่อย่างนั้น คือมันอาจจะมี order จริงแต่ order นั้นเป็น order ที่แย่กว่าเก่า และเป็น order ที่เกิดขึ้นบนกองเลือด อย่างอินโดนีเซีย 1965 ซูฮาร์โตขึ้นมา คนตายอย่างน้อย 5 แสน มันเกิด order หลังจากนั้นจริง แต่ซูฮาร์โตอยู่ต่ออีก 30 ปี จนถึง 1998”

อภิชาติ “เศรษฐกิจประเทศก็พัฒนา แต่โคตรจะปราบปรามเลย คอรัปชั่นยิ่งกว่าสมัยระบอบรัฐสภา คุณจะเอาไหม”

ประจักษ์  “แต่ผมกลัวว่ามันจะเป็น chaos กับ chaos คือ chaos แล้วไม่เกิด order เพราะทหารอาจจะไม่อยู่ในฐานะที่จะเผด็จอำนาจได้อย่างกองทัพอินโดนีเซีย     กองทัพไทยยังไม่เคยเผชิญกับการลุกฮือต่อต้านจากประชาชน    มันมีพลังบางอย่างที่มาทัดทานอยู่   รวมทั้งไทยไปกับกระแสโลกจนไม่อาจกลับไปเป็นอย่างพม่าได้    หรือคุณจะเอาอย่างนั้นคือปราบปรามแล้วก็เด็ดขาดแบบพม่าไปเลย นั่นหมายความว่าต้องปิดประเทศแล้วก็ถูกเขาบอยคอต”

เรา “ถ้างั้นต้องกลับไปมองความเป็นไปได้ที่จะรัฐประหารใต้โต๊ะ”

ประจักษ์  “ก็ยื้อกันไปเรื่อยๆ การยึดอำนาจเพื่อยุติสถานการณ์ไม่ยาก แต่การบริหารจัดการประเทศหลังจากนั้น ยาก”

อภิชาติ  “นายกคนกลางคุณจะเอาใคร ต่อให้อานันท์ยอมเป็นนายกคนกลาง หรือตัวดีที่สุดในสังคมไทยตอนนี้คือใคร”

ประจักษ์   “คนที่จะกลางได้ทำลายเครดิตของตัวเองไปหมดแล้วในความขัดแย้งครั้งนี้ จนไม่เหลือใครที่จะเป็นกลาง

อภิชาติ “ในความขัดแย้ง 3 ปีที่ผ่านมา มันมีองค์กรไหนสถาบันไหนไม่เสียหายบ้าง ไล่มาตั้งแต่มหาวิทยาลัย  นักวิชาการ แตกระยับ นักวิชาการก็แสดงธาตุแท้ออกมา ศาล มีองค์กรไหนบ้างที่ยังไม่โดน  ต้นทุนขนาดนี้ยังไม่พออีกเหรอ  องค์กรพวกนี้ถูกทำลายเครดิตจนเกือบหมดในขณะนี้  และภายใต้chaos  ที่เกิดขึ้น  มันจะอยู่ยังไง ต้นทุนในการหยุด chaos จนกว่า order มันจะยิ่งสูงไปใหญ่ ถ้ายังไม่หยุดตอนนี้ต่อไปจะยิ่งหยุดยากมากขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้ไล่ถามดูสิ  คนที่มีต้นทุนทางสังคมสูง เหลืออยู่กี่คน สถาบันที่สังคมยังเชื่ออยู่ว่าเป็นกลาง มีเหลือไหม เหลือเท่าไหร่”

ยุกติ “มันเป็นจุดที่บางทีเราต้องพูดกันด้วยหลักการให้มากขึ้น แบกันออกมาให้ชัดเจน เพราะแต่ละคนไม่มีสิทธิที่จะใช้ต้นทุนอะไรอีกแล้ว มันใช้ไปหมดแล้ว”

อภิชาติ “ทุกฝ่ายไพ่หมดแล้วนะ ผมยังสงสัยว่าใครจะทิ้งไพ่อะไรต่อได้อีก”

ประจักษ์”เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วสังคมไทยควรกลับมามีสติว่า  ทิ้งไพ่กันหมด  พยายามทุกวิถีทาง ทำไม่ได้  กลับไปเล่นตามเกม-แค่นั้น  มันมีกฏกติกาอยู่ แต่หาวิธีเล่นนอกเกมจนจะพังกันไปหมดแล้วทั้งประเทศ”

“อนาธิปไตย กับประชาธิปไตย โดยปรีดี พนมยงค์”

Anarchy vs Democracy and Pridi Banomyong

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2489 กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ในขณะที่สังคมไทยกำลังค้นหาให้ได้มาซึ่งระบอบ “ประชาธิปไตย” นั้น ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งในตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราสัยในวันปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ด้วยคำเตือนเรื่อง “ประชาธิปไตย” กับ “อนาธิปไตย” ไว้ดังนี้

“ระบอบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตย อันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย”

ท่านปรีดี กล่าวต่อไปอีกว่า “ข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย …. ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้”

ท่านปรีดีกล่าวอย่างน่าสนใจต่อไปอีกว่า “การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยากันเป็นมูลฐาน เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว (เอ็กโกอีสม์)”

แล้วท่านปรีดี ก็เข้าสู่ไคลแมกซ์ของคำปราศัยด้วยการกล่าวว่า “โดยมีอุดมคติซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าเคารพในความซื่อสัตย์ ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากหลายที่ผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้ร่วมกิจการรับใช้ชาติกับข้าพเจ้า… แต่ผู้ซึ่งแสดงว่าซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ในภายนอก ส่วนภายในหวังผลส่วนตน หรือมูลสืบเนื่องมาแต่ความไม่พอใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้แล้ว ก็เกรงว่าผู้นั้นก็อาจหันเหไปได้ สุดแต่ว่าตนจะได้รับประโยชน์ส่วนตนอย่างไรมากกว่า”

ท่านปรีดี จบคำปราศัยด้วยการฝากฝังไว้กับ สส. ในสภาว่า “ข้าพเจ้าหวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย คงจะใช้สิทธิของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอาศัยกฏหมายและศีลธรรมความสุจริตเป็นหลัก ไม่ช่วยกันส่งเสริมให้มีระบอบอนาธิปไตย

ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้ต่อท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย โดยเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นประเทศชาติปลอดจากระบอบเผด็จการ และปลอดจากระบอบอนาธิปไตย คงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม

ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมนี้เป็นวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร ที่ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ และเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานรัฐธรรมนูญ”

ท่านปรีดีฝากฝังอะไรไว้มากมายกับ สส. ท่านปรีดีฝากไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ต่อมาอีก 2 วัน คือ วันที่ 9 พฤษภาคม ท่านปรีดี ก็ถวายรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ให้ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 ลงพระปรมาภิไธย แต่อีก 1 เดือนต่อมา คือ ในวันที่ 9 มิถุนายน ในหลวงอานันท์ ก็ต้องพระแสงปืนเสด็จสวรรคต

และแล้ววิกฤตการเมืองก็บังเกิดขึ้น  ระบอบอำนาจนิยมและอนุรักษ์นิยม ดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง” ท่านปรีดีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็ขึ้นเป็น นรม. แทน รัฐบาลหลวงธำรงฯ ถูกพรรคฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ (เจ้าเก่า) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายวันหลายคืน และเมื่อล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางประชาธิปไตยไม่ได้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคฯ ก็หันไปร่วมมือกับ “ระบอบทหาร” ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ทำ “การรัฐประหาร” ยึดอำนาจเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490

จากนั้นสยามประเทศ(ไทย) ของเรา ก็เข้าสู่ “ยุดมืดบอดทางการเมือง” กลายเป็น “ระบอบเผด็จการครึ่งใบ” อยู่ 10 ปีภายใต้ “ระบอบพิบูลสงคราม” ระหว่าง พ.ศ. 2491-2500 แล้วก็ต้องตกอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการเต็มใบ” ของ “ระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” อีก 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2501-2516 รวมแล้วกว่าจะถูกโค่นล้มไปเมื่อ “14 ตุลา” พ.ศ. 2516 ก็กินเวลาถึง 26 ปี

ท่านปรีดีของเราต้องกลายเป็น “พ่อกู นามระบือ ชื่อปรีดี แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ” (เช่นเดียวกับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ) ท่านต้องลี้ภัยการเมือง ลี้ภัยจาก “อนาธิปไตย” และ “เผด็จการทหารและอนุรักษ์นิยม” ไปอยู่เมืองจีนถึง 21 ปี แล้วก็จะไปจบชีวิตลงที่ปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2526

ครับ ท่านปรีดีและคำเตือนว่าด้วย “อนาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตย” ทำให้เราต้องคิดใคร่ครวญหนักต่อสถานการณ์ปัจจุบันของ “ระบอบ5พันธมิตร” กับกิจกรรม “ล้มรัฐบาลสมัคร” กับ “โค่นระบอบทักษิณ” เราจะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิด “อนาธิไตย” อันนำมาสู่ “ระบอบเผด็จการทหารและอนุรักษ์นิยม” หรือบานปลายไปจนเป็น “สงครามกลางเมือง” กลายเป็น “กลียุค”

หากเราสามารถจะตระหนักในคำเตือนล่วงหน้าก่อนเวลาของท่านปรีดีได้ ที่ท่านให้เรายึดมั่นใน “ประชาธิปไตย” ไม่นำไป “สับสน” หรือ “ปนเปื้อน” กับ “อนาธิปไตย” อันจะนำเราไปสู่ “ระบอบเผด็จการ” (ครึ่งใบ หรือเต็มใบ หรือ 30/70 ก็ตาม) เมื่อนั้นแหละที่บ้านเมืองของเราจะพอมีอนาคตกันบ้าง

หรือว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้ไปแล้ว และ “พระอิศวรศิวะเทพ” ก็จะปรากฏกายเป็น “ศิวะนาฏราช” เหนือปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซาก แล้วให้ “พระนารายณ์วิษณุเทพ” บันดาลให้ดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี เผย “องค์ท้าวมหาพรหม” ที่จะทรงสร้างโลกใหม่ ที่มี “สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ” มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที

“เครือข่ายสันติประชาธรรม” ร่วมรณรงค์สนับสนุนหลักการ

ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย บ้านเมืองต้องกลับสู่ภาวะปกติ

1. ผู้นำพันธมิตรต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2. รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

การชุมนุมเรียกร้องขับไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ดำเนินมานานกว่า 3 เดือน และยกระดับมาสู่การบุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีและทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา จนนำมาสู่การปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรและนปช. และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยรัฐบาลนี้ กล่าวได้ว่าได้ทำให้สังคมไทยกำลังเข้าสู่ทางตันและสภาวะสงครามการเมือง โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายพันธมิตรปฏิเสธที่จะประนีประนอมหรือยอมรับการเจรจาใดๆ และปฏิเสธที่จะเคารพต่อกฎหมายของบ้านเมือง เราเห็นว่าหนทางที่จะนำสังคมไทยออกจากความรุนแรงทางการเมืองในขณะนี้ คือต้องทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเสียก่อน เพื่อให้ฝ่ายต่างๆ สามารถช่วยกันแสวงหาแนวทางปฏิรูปทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยและสันติได้อย่างแท้จริง แต่การจะกลับสู่ภาวะปกติได้ เราขอเรียกร้องให้

1. ผู้นำพันธมิตรเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต่อสู้คดีในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม เฉกเช่นประชาชนธรรมดาทั่วไป เพื่อแสดงให้สังคมไทยเห็นว่าต้องไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และเพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้นำพันธมิตรเคารพอำนาจศาลและกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานอันขาดไม่ได้ของระบบนิติรัฐ ในส่วนของมวลชนของพันธมิตรย่อมมีสิทธิที่จะชุมนุมต่อต้านรัฐบาลโดยสงบสันติได้ต่อไป โดยปราศจากอาวุธใดๆ

2. รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มและแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน และอาจเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิดสิทธิของประชาชนได้

3. ประชาชนร่วมกันแสดงความคิดห็นทางการเมืองอย่างสงบสันติ ทั้งนี้ ขณะที่ทั้งฝ่ายพันธมิตรและรัฐบาลต่างอ้างประชาชนเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของตน แต่เราเชื่อว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องการให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเห็นการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยสันติวิธี รักษาหลักการประชาธิปไตย และความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองเอาไว้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เลือกข้างยังขาดช่องทางการแสดงความคิดเห็นอย่างมีพลัง เราจึงต้องการเป็นเวทีกลางที่รวบรวมความเห็นของพลังเงียบเหล่านี้เพื่อแสดงให้ทั้งฝ่ายพันธมิตรฯและรัฐบาลตระหนักถึงความคิดเห็นของพวกเขา เราเชื่อว่าทางเลือกนี้ช่วยป้องกันการปะทะเผชิญหน้าระหว่างประชาชนฝ่ายต่างๆ และหลีกเลี่ยงความบาดเจ็บสูญเสียที่อาจจะเกิดจากการสลายการชุมนุม ทั้งยังไม่ต้องรอการจัดประชามติจากรัฐบาล ซึ่งอาจจะใช้เวลานานจนไม่ทันต่อเหตุการณ์ 

เราจึงอยากชักชวนให้ทุกคนมาร่วมแสดงออกทางการเมืองอย่างง่ายๆ
ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันเผยแพร่และสนับสนุนหลักการ:               

 

ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย บ้านเมืองต้องกลับสู่ภาวะปกติ

1. ผู้นำพันธมิตรต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

  2. รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

โดยส่งรายชื่อและสังกัดของท่านไปยัง 
ruleoflawthailand@hotmail.com

หรือไปรษณียบัตรมายัง เครือข่ายสันติประชาธรรม ห้อง 9 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 10200

 

รายชื่อผู้ร่วมลงนาม (อัพเดตวันที่ 29 กันยายน 2551 เวลา 11.00 น.)

  1. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  2. ฉลอง สุนทราวาณิชย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  3. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  4. ไชยันต์ รัชชกูล คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  5. ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  6. เกษม เพ็ญภินันท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  7. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  8. อภิชาติ สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  9. ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  10. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  11. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
  12. จีรพล เกตุจุมพล ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
  13. วีรศักดิ์ กีรติวรนันท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  14. อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  15. อัครพงษ์ ค่ำคูน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  16. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  17. นพ. กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
  18. พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  19. ธงชัย วินิจจะกูล University of Wisconsin-Madison
  20. ชาญณรงค์ บุญหนุน, ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  21. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  22. วิระดา สมสวัสดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  23. ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  24. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  25. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  26. ยิ่งยศ อินฟ้าแสง ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  27. ฆัสรา มุกดาวิจิตร นักวิชาการอิสระ
  28. ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  29. มารค ตามไท สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
  30. นายวิชาญ ฤทธิธรรม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏสกลนคร
  31. น.ส.พรทิพา กรภิญโญภาพ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ศูนย์คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
  32. ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  33. Chumpol Pholpramool, Ph.D.Professor of PhysiologyDepartment of Physiology
    Faculty of ScienceMahidol University
  34. รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล
  35. พิมพันธุ์ เวสสะโกศล วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  36. สุเจน กรรพฤทธิ์ นิตยสารสารคดี
  37. คำ ผกา นักเขียนอิสระ
  38. ธีรเดช เอี่ยมสำราญ กอง บก. ประชาชาติธุรกิจ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)
  39. นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ เนชั่นฯ กรุ๊ป
  40. Mr. Chutham Sawigun PhD student Department of Microelectronics
    Faculty of Electrical Engineering, Mathematics and Computer Science
    Delft University of Technology, The Netherlands
  41. นพ. กษิดิษ ศรีสง่า ผู้อำนวยการแผนก ผู้ป่วยอาหรับ รพ. กรุงเทพฯ
  42. ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชน
  43. ชลิตา บัณฑุวงศ์ East-West Center Association Alumni Scholar Award Fellow Graduate Student Ecological Anthropology Program Department of Anthropology University of Hawai`i at Manoa
  44. อนุสรณ์ อุณโณ Ph.D Candidate, Department of Anthropology University of Washington.
  45. มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  46. อุษามาศ เสียมภักดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  47. กัมปนาท ภักดีกุล คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  48. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  49. รักนิรันดร์ ชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ประธานฝ่ายการเมือง อมธ.)
  50. น.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
  51. เนตรดาว เถาถวิล นักศึกษาปริญญาเอก คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  52. น.ส.ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษา ป.โท รัฐศาสตร์ มธ.
  53. นายธนกร มาณะวิท นิสิต ป.โท คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  54. น.ส.วิสาขา กิตติศักดิ์สุนทร นักศึกษา ป.ตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย
  55. อดิศร เกิดมงคล นักศึกษาปริญญาโท คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  56. กิติคุณ โตรักษา นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายศรัณยู โสสิงห์ นศ.หลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  57. นายต่อลาภ การปลื้มจิตร นศ.ปริญญาโท ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราคำแหง
  58. นางสาวสุมามาลย์ ชาวนา นศ.ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  59. นายทรงศักดิ์ ปัญญา นศ.ปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  60. ชญานิน เตียงพิทยากร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  61. สมนึก จงมีวศิน นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการจัดการมรดกทางสถาปัตยกรรมและการท่องเที่ยว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  62. สืบสกุล กิจนุกร นักศึกษา สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  63. ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มธ.
  64. วรพรต พัชตระชัย นักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  65. นายกะรัต รัตนถาวร นักศึกษาปริญญาตรี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  66. นายอนันต์ จารุนันทภาคย์ ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง-ทหาร สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
  67. ฉันทนา วินิจจะกูล นักทำหนังสือกึ่งอิสระ
  68. นพ.เล็ก สุพันธุชัยกุล รพ.พัทลุง
  69. ดร. ภิเกษก ชัยนิรันดร์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย
  70. สลิสา ยุกตะนันทน์ นิสิตปี 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  71. เกรียงศักดิ์ ศิลากอง เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ / เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป
  72. ปฐมพงศ์ มานะกิจสมบูรณ์ เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ / เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป
  73. วราพงษ์ อินต๊ะโมงค์ ข้าราชการ
  74. นายเดชา ชีวะธรรมรัตน์
  75. Pisit Boonsua Faculty Engineer Chief of Physical Facilities & Vehicle Management Section Faculty of Engineering, Thammasat University
  76. พงศธร ศรเพชรนรินทร์ พนักงานบริษัท
  77. มนัส มนูญชัย
  78. ชัชวาลย์ รักชาติ
  79. Sarinna Rojvithee
  80. Somsak Malee Project Manager The Mirror Foundation
  81. ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  82. เบญจมาส วินิจจะกูล สถาปัตย์ จุฬา
  83. vichian kijparkorn Senior Architect, Development Design Group Inc. USA.
  84. จันทร์เพ็ญ วงษ์ศรีเผือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  85. ประสาท ศรีเกิด
  86. นายพิพัฒน์ โชติโรจน์ผล
  87. นายพิพัฒน์ พันธ์พรหม 87/2 สหพัฒนา อ.เมือง จ.ยโสธร 35000
  88. nutthaphat nuttharoj
  89. จุฑามาศ สุคนธปฏิภาค คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  90. นายไพฑูรย์ กองจินดา ต.บางแพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี
  91. ณัชกานต์ สว่างอารมณ์ 46/628 หมู่ที่ 4 ซอยพหลโยธิน 52 ถ.พหลโยธิน
    แขวงคลองถนน เขตสายไหม กทม. 10220
  92. นายอุดม มูลมัย การไฟฟ้านครหลวง
  93. นายอนุกูล วรรณวิจิตร การไฟฟ้านครหลวง
  94. น.ส.ทัศนาภรณ์ ชมใจ การไฟฟ้านครหลวง
  95. นายพัฒนา สว่างเนตร การไฟฟ้านครหลวง
  96. นายศรารักษ์ บุญสุวรรณโชติ
  97. วัฒน พัดเกตุ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  98. นางสาวไพลิน คมกริส พนักงานบริษัทเอกชน, ล่ามแปลภาษาอิสระ
  99. Teerapong Sunaphan Project Engineer (Petrochemical) Allied Synergy
  100. คมกฤช จอมวิญญาณ์ การศึกษา MBA
  101. นายนิพนธ์ สกุลศึก บมจ.ธนาคารกรุงไทย
  102. นายสาธิต ชีวะประเสริฐ (ประชาชนทั่วไป)
  103. Nopporn Prapaitrekul, 301/142 ,Prachachuen Road Laksi, Bangkok10210.
  104. ปณิธาน มาศดิศรโชติ
  105. อาธร นวทิพย์สกุล
  106. ศรีวิภา ธีรธนากร 8 ซอย 16 เสรี 1 หัวหมาก กทม. 10250
  107. นายสมยศ มหัทธนากร บริษัท วี.เอส.เอลลิเวเตอร์ แอนด์เอ็นจิเนีริ่ง จำกัด
  108. arpornsri chunkanueng
  109. วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์ ประชาชน
  110. นายอนุพงศ์ แย้มพราย ราษฎร
  111. นายกฤตณ์พัทธ์ รัตนศรี
  112. นางพนิดา รัตนศรี 155 หมู่ 17 ต.ศิลา อ.เมือง จ. ขอนแก่น 40000
  113. อัญญาภรณ์ โพธิ์เตียน
  114. น.ส. วันวิสาห์ วงศ์สุวัฒน์ พนังงานบริษัทเอกชน
  115. กานต์ เสารยะวิเศษ บมจ. ทีโอที
  116. พิชัย กิตติศุภลักษณ์ 348 ถ.รามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.10240
  117. นางคนึงนิตย์ ตั้งใจตรง อาชีพอิสระ
  118. ไพโรจน์ นพวงศ์ ณ อยุธยา 63/10 ถนนรามอินทรา ซอย 5 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. 10220
  119. chinavat Tantipiyapot 1106 Timberwood, Irvine, Ca 92620, USA
  120. Karnt Thassanaphak Balay Kalinaw International House University of the Philippines, 1101 Diliman Quezon City, Philippines
  121. ร้อยตรีทวีพัฒน์ มั่นเขตวิทย์ 401/134 อาคารเศรษฐกิจแมนชั่นหมู่ 5 ซ. เพชรเกษม102 ถ.เพชรเกษม บางแคเหนือ บางแค กรุงเทพฯ10160
  122. นายเทพพิทักษ์ การุญบุญญานันท์
  123. วาสนา ประสิทธิ์จูตระกูล 228-230 ถ. เจริญกรุง ยานนาวา สาทร กรุงเทพฯ10120
  124. พีระ ฐิตตะคุโน 1/7 ถ.แหล่งพระราม ต.บ่อยาง อ.เมือง สงขลาน.ส.สายสัมพันธุ์ รัตนปรีดากรณ์ นักออกแบบอิสระ
  125. นายศุษม อรรถวิภาคย์ไพศาลย์ พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
  126. กิตติวัฒน์ พัฒนวงศ์งาม
  127. โกศล ณื่นธงชัย 9/153 ถนนเทพารักษ์ ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ10270
  128. Chiravat Thienngern 111 Phaholyothin 19/1 (Par 3), Jatujak, Bangkok 10900
  129. สุรพล เนื่องศรี 183 ม. 11 ต.แวงน่าง อ.เมือง จ.มหาสารคาม 44000
  130. นายไชยณรงค์ อรรถจินดา 446 พหลโยธิน 28 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม 10900
  131. สุรเดช พงศ์อุดมสันต์ 252/111 ถนนเจริญนคร สำเหร่ ธนบุรี กรุงเทพฯ
  132. อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  133. นายอนุพงศ์ แย้มพราย 199/60 ม.4 มัณฑนา ปิ่นเกล้า-พระราม 5 ถ.นครอินทร์ ต.บางขุนกอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
  134. นายพรภัฏ ชีวีวัฒน์ อาชีพอิสระ
  135. บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway Foundation)
  136. ไพบูลย์ เปรื่องประยูร
  137. ทพ. ไตร ทองพิสุทธิ์ ทบ.
  138. ปราณี นวลนาค
  139. SUPHACHAI SUPHAPHOL SAN FRANCISCO CA USA
  140. Jeed Chaiboonruang
  141. อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา ประชาชน
  142. นายกรินทร์ชาติ วัฒนานุกูล อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว
  143. Yupa Kiattaweemunkong Application Support IT-CCB TrueMove Co., Ltd
  144. นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์
  145. นายสมภพ สุโขธนัง
  146. นายลิขิต ศิรินารัตน์
  147. นายอัศวิน ถ้ำกระแสร์
  148. นายอภิเชษฐ์ วีรเธียรภิญโญ
  149. นายเสกบุญ พิเชียรวงศ์
  150. นายสุชาติ พงศ์อัมพรเลิศ
  151. Somsak Charnvanich Brand Manager OTC Department 10 Diethelm Limited 594 Luang Road, Bangkok 10100, Thailand
  152. ธง พัชรประกิติ ที่อยู่ 733 ถนนมิตรภาพ ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130
  153. ไพศาล จิระเรืองวงศ์ Sales Manager-MEG Paisan_Jiraruangwong@pall.com
  154. นายธิติ(จรัส) หาญเจริญกิจ 175 ม.10 ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย 57260
  155. นายวิระพงศ์ จันทร์สนาม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)
  156. สมคิด เอนกทวีผล นักเขียนอิสระ
  157. นายโชค เกิดผล 46/2 ซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร
  158. สนั่น กลิ่นจันทร์
  159. ชาญศิลป์ วิวัฒน์เดชากุล 101/307 ม.ปรีชา ถ.พุทธมณฑล สาย 4 ต.กระทุ้มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม
  160. นายพรภัฏ ชีวีวัฒน์ อาชีพอิสระ
  161. สุมณฑา อริยะคุณากร บจก. กลุ่มเหล็กสหวิริยา 33/1 ถ.พระราม 3 แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. 10120
  162. อมร อริยะคุณากร 2587 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กทม. 10250
  163. ศรีวิมล อริยะคุณากร 13 ซอยประดิษฐ์ ถนนสุรวงศ์ บางรัก กทม. 10500
  164. จรัสพิมพ์ ธีรลักษณ์ 59 เจริญราษฎร์ 2 แยก 1 ทุ่งวัดดอน สาทร กทม.10120
  165. ศิริพงษ์ ชินะตังกูร บมจ. มั่นคงเคหะการ
  166. อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ประชาชน
  167. Supattra sukaorom
  168. พิสัณห์ สัมฤทธิ์ THE JAY S. SIDHU SCHOOL OF BUSINESS & LEADERSHIP, WILKES UNIVERSITY, PA,USA
  169. พงษ์ทวิช เล็บครุฑ ที่อยู่ 107 หมู่ 1 ถนน เสรีไทย คันนายาว กทม. 10230
  170. นายอภินันท์ ภูเนตร พนักงาน บมจ.วาไทยอุตสาหกรรม สาขา 1
  171. กนกวรรณ ซื่อสัตย์ หัวหน้าส่วนควบคุมคุณภาพทางเคมี-กายภาพ บริษัทเอกชน,ปราจีนบุรี
  172. ปรัชญา ธีรตระกูล
  173. ปิยะ สมบูรณ์วงษ์
  174. วิเชียร พานชัยเจริญ
  175. วรางค์คณา มณฑา อาคาร อรกานต์ ชิดลม
  176. Veerapong Na Chiengmai
  177. โสต สุตานันท์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่
  178. ระพีพรรณ เจริญผล ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
  179. กวิน ชุติมา ผู้เชี่ยวชาญ องค์กรพั ฒนาเอกชน
  180. นายพงษ์ชัย พรานบุตรคาม 50 ซอย 61 การเคหะแห่งชาติแขวงคลองจั่นเขตบางกะปิกทม. 10240
  181. อารียาภรณ์ รอดประจง นิเทศศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  182. นิอร นพประไพ
  183. ว่าที่ ร.ต ณรงค์ชัย บัวผัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิทยาเขตพระนครเหนือ
  184. พรชัย ปานบ้านแพ้ว 49/84 ม.3 ถ.ศรีสมาน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
  185. นายพิชัย อยู่อินทร์ นางสาววัชนันท์ เจียรนำวงศ์ พนักงานบริษัทเอกชน 252 ถนนพัฒนาการ สวนหลวง กทม. 10250
  186. ลักษณาวดี ศรีทิพย์ 411 หมู่ 9 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน 51150
  187. นายบุญสว่าง ศรีทิพย์ 411 หมู่ 9 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน 51150
  188. นางภรณ์ศรี ศรีทิพย์ 411 หมู่ 9 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน 51150
  189. นายธีระ สุมณฑา 411 หมู่ 9 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน 5115
  190. ด.ช. อมรเทพ ศรีทิพย์ 411 หมู่ 9 ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน 51150
  191. รัตติกาล พรสิริภร NR. Laundry Service
  192. Mr.Surapong mud ผู้ห่วงใยประเทศไทยในเยอรมัน
  193. นต.เชาวลิต เขียวทอง กองทัพอากาศ
  194. ศุภชัย. นามสกุล พูลเอี่ยม 147 Norodom Boulevard, Phnom Penh, Cambodia
  195. นุชจรีย์ วิริยางกูรภาพ 109/203 ม.2 ถ.ปลายบาง ต.มหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย นนทบุรี
  196. นายอนุพงศ์ แย้มพราย 199/60 ม.4 มัณฑนา ปิ่นเกล้า-พระราม 5ถ.นครอินทร์ ต.บางขุนกองอ.บางกรวย จ.นนทบุรี 11130
  197. นางมนพร แก้วเพ็ญศรี
  198. ภัควดี วีระภาสพงษ์ ประชาชน
  199. บุญทรง เกษมสุขสกุล
  200. นายศรายุทธ บัวเผื่อน บริษัทเอกชน, สีลม
  201. นายเสริมวิทย์ สายวิวัฒน์ นิสิตปริญญาโท สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
  202. นนทวุฒิ ราชกาวี นักศึกษาปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  203. หทัยชนก ถนอมบุญเจริญ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
  204. กรรณิการ์ สาตรปรุง นักวิชาการอิสระ
  205. จิรภัทร์ บัวอิ่น ประชาชนทั่วไป กทม.
  206. แพทย์หญิงอโนรี สุระวงศ์ แพทย์โลหิตวิทยา แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี
  207. นายสุรศักดิ์ สุระวงศ์ นิติกร 5 เทศบาลนครอุบลราชธานี
  208. น.ส.พนิดา วสุธาพิทักษ์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  209. นางละเอียด ชิตะปัญญา 107/1 หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 21130
  210. นายวารินทร์ ชิตะปัญญา 107/1 หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 21130
  211. นายอภิวัฒน์ ชิตะปัญญา 107/1 หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 21130
  212. นางเกษรา ชิตะปัญญา 107/1 หมู่ 2 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จ.ระยอง 21130
  213. สมพงษ์ สวัสดิภักดิ์ บรรณาธิการอำนวยการ นิตยสารโลกการค้า
  214. น.ส.ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  215. ภู กระดาษ นักเขียนอิสระ
  216. ภูมิชาย คชมิตร นักเขียนอิสระ
  217. จารุพัฒน์ เพชราเวช นักเขียนอิสระ
  218. รน บารนี นักเขียนอิสระ
  219. กัลยารัตน์ สกลกูล พนักงานเอกชน
  220. นันทวัชน์ สกลกูล นักศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคล กรุงเทพฯ
  221. ณัฐวีณ์ เลิศทองนภัส 293/310 ซ.รามอินทรา 119 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ
  222. สุดาทิพย์ ชูแสง อาชีพอิสระ
  223. Snea Thinsan, Center for Social Studies and International Education,School of Education, Indiana University Bloomington
  224. นายธีระพล อันมัย อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  225. นายประสาท ศรีเกิด นักกิจกรรมทางสังคม
  226. นายพิชิต พิทักษ์ นักกิจกรรมทางสังคม
  227. นายเจษฎา โชติกิจภิวาทย์ นักกิจกรรมทางสังคม
  228. นายพิษณุ ไชยมงคล นักกิจกรรมทางสังคม
  229. นายดนุพล สอนตาง นักกิจกรรมทางสังคม
  230. นายอาณัติ สุทธิเสมอ นักกิจกรรมทางสังคม
  231. นายพิสาร หมื่นไกร นักกิจกรรมทางสังคม
  232. นายอนุชา แหสมุทร นักกิจกรรมทางสังคม
  233. นายสมเกียรติ สว่างทิตย์ นักกิจกรรมทางสังคม
  234. สุริยาพร โสกันต์ นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
    คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  235. นางสาวปนัดดา ศิริรัตนมงคล นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  236. นายอาคม สุวรรณนพ เกษตรกร นครศรีธรรมราช
  237. นาย จักรวาล ศรีเหลือง
  238. นิติรัตน ศรีเหลือง
  239. วราลักษณ์ ปินะกะโพ
  240. นราวุธ ไชยชมพู
  241. เกษม ประเสริฐสูโข 1731 ม.5 ดอนเจดีย์ จ. สุพรรณบุรี
  242. ชัชวดี ศรลัมพ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  243. ญาณาธร เจียรรัตนกุล กรุงเทพมหานคร
  244. สุวนิจ ลิมปยารยะ
    ที่อยู่ 169 ถ.พระราม 4 ป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100
  245. Somchai Aksomboon 1920 Curtis St Berkeley, Ca.94702 USA.
  246. เชิดชาย พนัสอำพน สังกัดธุรกิจส่วนตัว เจ้าของโรงแรมจินตา
  247. นิชา รักพานิชมณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  248. นายศรีจันทร์ ทานะขันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
  249. นายธิราช แสงวิชัยภัทร นักธุรกิจ
  250. ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี มหาวิทยาลัยมหิดล
  251. นายพีรวิชญ์ ช่วงโชติ นักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
  252. นายเอกรินทร์ ต่วนศิริ นิสิตปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  253. มนต์สวรรค์ จินดาแสง นักเขียนอิสระ
  254. เบญจมาศ รอดภัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  255. ภคพล ประชาพรสุข อาชีพอิสระ
  256. อรชพร นิมิตกุลพร
  257. นางสาวปวีณา ทัฬหภัค ประชาชน
  258. นางสาวสาวิตรี ทัฬหภัค ประชาชน
  259. เฉลิมศรี หนูฤทธิ์ first year student of london waldorf teacher training
  260. ศุภมาส ศิลาลักษณ์ first year student of kinglangley waldorf teacher training
  261. นภัสร์ชนันท์ ศรีนวลดี
  262. โกศล มุสิกมาศ พนักงานห้างเซ็นทรัล (ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์)
  263. รัฐฉัตร ฉัตรพันศิริ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  264. Urarat Buangam Alumni of JC TU, Member of Drama Club TU
  265. สมาวิษฐ์ เอี่ยมโอภาส โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  266. นายสุรพัทธ์ บุนนาค นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)
  267. จุฬาลักษณ์ แป้งประสิทธิ์ นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  268. ธนวันต์ อุตสาหะ 24,26 ซ.ลาซาล 75 ถ.สุขุมวิท 105 แขวงบางนา เขต บางนา กรุงเทพฯ 10260
  269. จริยา นวลนิรันดร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  270. นายอับดุลเลาะห์ หะยีอาบู คณะทำงานศูนย์ทนายความมุสลิม ประจำจังหวัดยะลา
  271. Shukit Panmongkol: Independent Curator, Sweden
  272. ทวิชัย เจตะบุตร บริษัทพาวเวอร์วิชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล
  273. ชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์ แคลิฟอร์เนีย
  274. ศราวุฒิ ประทุมราช
  275. น.ต.ธนิต นาคมณี สถานีสื่อสาร ฐานทัพเรือสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา
  276. จินตนา ฐีติวรพงษ์
  277. ณัฏฐณิชา นันตา นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  278. นายดนุวัศ จันทรรัต
  279. Mr.Danuwat Chantararat คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
  280. ศุภชัย ศุภผล
  281. ณรงค์ เวศนารัตน์ ข้าราชการบำนาญ
  282. ณัฐวุฒิ เอี้ยงทอง นักศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
  283. นายพิสิต ศรีปราสาททอง
  284. เอกชัย ทวินันท์ Master student, Fakultät für Mathematik, Universität
    Karlsruhe (TH), Germany
  285. Anan Sirisombatwattana Chicago, IL, USA
  286. กานดา นาคน้อย Purdue University
  287. Thanavi Chotpradit, Mphil student in Western and Asian Art Histories in Comparative Perspective, Leiden University, The Netherlands
  288. ชินราช บุตรศรีภูมิ 49/3 ถ.พลแพน อ.เ มือง จ.อุบลราชธานี 34000
  289. บดินทร์ เทพรัตน์
  290. SHUJAAT ALIKHAN, BRITISH AND AMERICAN STUDIES INTERNATIONAL PROGRAM, LIBERAL ARTS, THAMMASAT UNIVERSITY STUDENT
  291. Rahat Alikhan LL.M Business Law, Faculty of Law, Chulalongkorn University
  292. นายบดินทร์ จันวัน ข้าราชการบำนาญ นักพัฒนาอิสระ
  293. สุนันทา ปวุฒิยาพงศ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  294. พัชนิดา สิทธิวรรณธนะ อาชีพรับจ้าง
  295. จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  296. ศิริวรรณ ศรีบุณยาภิรัต 211/220 เมืองทอง 2/2 ถนนพัฒนาการ เขตประเวศ กทม 10250
  297. นายปริญญา เฉลิมสุข phd student, University of Chicago และ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  298. บัณฑิต เลขานุกิจ นักศึกษา ป.โท Department of Combinatorics and Optimization, Faculty of Mathematics, University of Waterloo
  299. วัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้จัดการฝ่ายวิชาการและบริหารโครงการ
    สำนักงานอุทยานการเรียนรู้
  300. กฤษฎา เฉลิมสุข ทำงานอยู่บริษัท Crie Co., Ltd
  301. ไพโรจน์ บัวเผื่อน สังกัด บริษัท ครีเอ้ จำกัด
  302. ศรายุธ ตั้งประเสริฐ 12 ม.8 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  303. นีรนุช เนียมทรัพย์ 12 ม.8 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  304. อริยา พชรวรรณ
  305. วิสินี วิเศษจินดาวัฒน์
  306. นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย นักวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ
  307. ธนาวดี เฟื่องวุฒิราญ 333/72 ถ.ประชาชื่น ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
  308. กัญญาพัชร ศรีศักดิ์สรชาติ 82/9 ม.1 ต.บางเมืองใหม่ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ 10270
  309. น.ส.มนฤดี เย็นบุตร นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล กองฝึกอบรม กรมทางหลวง
  310. น.ส.พิชานัน เอื้อสถาพร นักพัฒนาทรัพยากรบุคคลกองฝึกอบรม กรมทางหลวง
  311. นาย ณพงศ์ มาลีหอม นักศึกษา ปี1 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
  312. นาย สมพร จอมนาสวน
  313. นายพัลลภ บุญศิริ ข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
  314. สุวิช อัศวไชยชาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอชเคเนชั่นแนลโปรดัคทส์ จำกัด
  315. นายคงศักดิ์ สมบุญศิริ 323 อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ชั้น14 ห้อง 1404 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
  316. ทิพยสุดา ถาวรามร
  317. ม.ร.ว. พวงแก้ว สุนทรเวช
  318. อังคนา แซ่ลี้ บริษัทไทยเอ็นเจอาร์จำกัด นิคมอุตสาหกรรมลำพูน
  319. นายธัชพงษ์ ไกรวัตนุสสรณ์ พนักงานบริษัท
  320. อนันตพล ยาทองไชย ลาดพร้าว 15 กทม.
  321. อรทัย ชัยศร นักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  322. ลิษา ห่วงมณี
  323. พลตรี ดร. พงศกร รอดชมพู ผู้ทรงคุณวุฒิ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองบัญชาการกองทัพไทย
  324. ภัทรา jankovic
  325. นายรชตะ วัฒนวงศ์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
  326. ดนยา จุฬพุฒิพงษ์ บางคอแหลม กรุงเทพฯ
  327. พกุล พัฒน์ดิลก แองเกอร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  328. ณัฐกานต์ สกุลดาราชาติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕/๑ โรงเรียน ธารปราสาทเพชรวิทยา
  329. สุขทวี สุวรรณชัยรบ เวียงจันทน์ สปป. ลาว
  330. คุณศุภเกียรติ เหล่าธีรศิริ นักศึกษาคณะโบราณคดี รุ่นที่ 45 มหาวิทยาลัยศิลปากร
  331. ชุมพล ศิวเวทกุล
  332. ยงยศ ศรีศุภรัตน์ 2/459 พหลโยธิน 40 จตุจักร กทม. 10900
  333. นายณัฐพงษ์ ดนัยสวัสดิ์ IT Supervisor
  334. นิจ ผลาพงศ์
  335. ชมพูนุช บุญสิริเวทย์
  336. นฤพนธ์ สุขพราหมณ์
  337. ปริ่มเฉนียน มุ่งการดี เภสัชกร
  338. ธีรเดช ธนภพ 49/11 ถ.กาญจนวานิช ซอย 12 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอ เมือง จังหวัดสงขลา 90000
  339. นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  340. นายปิยวัฒน์ โกกิฬา นักศึกษาปริญญาโท สาขาความขัดแย้งและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลนครินทร์
  341. วิณัฐกุล ห้องหิรัญ วิศวกร
  342. Miss. Watsana Prasertsang Revenue Division. King Power Suvarnbhumi Co.,Ltd.
    999 Moo.1 T.Nong Prue , A.Bangphli ,Samutprakarn 10540
  343. สุธิดา ม่วงพล นนทบุรี
  344. ประมวล ม่วงพล นนทบุรี
  345. อภิภาดา เจริญศักดิ์ การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  346. สมจิตต์ เพชรพิศ การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  347. อัจฉราณี สุวงศ์ การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  348. สุวรรณ คล้ายอุบล การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  349. ทรงชัย บุญโต การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  350. เพ็ญจันทร์ ทรรศนกุลพันธ์ การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  351. สมพิศ ภู่เงิน การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  352. โอภาส ศิรินาวิน การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  353. พินิตร์ แก้วดุสิต การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  354. ลินดา เทียมตะวัน การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  355. ชญาภัส เกษมศรี การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  356. งามนิจ กีเกษมศรี การไฟฟ้านครหลวง เพลินจิต
  357. เรณู หอมสิงห์คอง ชาวจังหวัดพิษณุโลก
  358. สำนัก หอมสิงห์คอง ชาวจังหวัดพิษณุโลก
  359. ดาวน้อย ศรีขจร นักวิจัยอิสระ องค์กรพัฒนาเอกชน
  360. จินดาภา ศรีขจร นักศึกษาแพทย์ศิริราช
  361. Haroon Kodeeree CMMU student
  362. นายธิบดี บัวคำศรี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  363. พิพัฒน์ ปรีดี พนักงาน บริษัทเอกชน
  364. นายสมโพธิ ภูวนันตานนท์ ทำงานบริหารหนี้ธ.ไทยพาณิชย์
  365. นายอภิชาติ หงส์พิพิศ นักศึกษารามคำแหง
  366. นายนราศักดิ์ ใสสิทธิ นักศึกษารามคำแหง
  367. นายเอกลักษณ์ ศรีแนน นักศึกษารามคำแหง
  368. นายสมาน คำแล นักศึกษาศรีปทุม
  369. สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการอิสระ
  370. อรสุมพล แก้วผลึก พนักงานบริษัทเอกชน
  371. Chakkrit Nuankhram (Electrical Section) Facility Management Department King Power Suvarnabhumi Company Limited
  372. ภัทรพร สิริกาญจน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  373. ทันตแพทย์หญิงเมธินี คุปพิทยานันท์ กรมอนามัย
  374. นางสาวกมลพรรณ ขุนรัตน์
  375. นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  376. อัญชลี มณีโรจน์ 230 หมู่ 3 บ้านป่าจี้ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
  377. นายเกียรติศักดิ์ ประทานัง นักเขียนอิสระ
  378. นางสาวพรธีรา ศรีพัฒนธาดากุล อาจารย์สำนักศิลปศาสตร์ ม.แม่ฟ้าหลวง
  379. นายไพรัช เขาแก้ว Cable production Engineer (Fujikura Thailand) co.,ltd. และ นศ. ป.โท master degree industrial development #01 Thammasert University
  380. รศรินทร์ เกรย์ อาจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  381. ศิรินันท์ กิตติสุขสถิตย์ อาจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  382. ซากีย์ พิทักษ์คุมพล นักวิชาการประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  383. นฤมล ทับจุมพล รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
  384. พนัส ทัศนียานนท์
  385. นายเฉลิมเกียรติ ตะดวงดี นักศึกษาระดับบัญฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  386. ชัยวัฒน์ ม่านศรีสุข สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  387. สุภิญญา ทองรัตนาศิริ 4/141 หมู่ 9 ซอย 24 ถนนฉิมพลี ตลิ่งชัน กทม 10170
  388. นายวรกร นิปกากร นักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  389. สิริเพ็ญ พิริยจิตรกรกิจ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  390. นายจักเรศ อิฐรัตน์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  391. นงลักษณ์ ดิษฐวงษ์, ประชาชน 67/2 ม.3 ถนนฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
  392. ตามไท ดิลกวิทยรัตน์ คณะเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
  393. นิรมล ยุวนบุณย์ มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย)
  394. สุภาภรณ์ ชิเกโตมิ มหาวิทยาลัยคันดะนานาชาติศึกษา ญี่ปุ่น
  395. นายกรกช ภารัชสิทธิ์ นิสิตภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  396. นายชูชาติ เจนพานิชการ เกษียณ
  397. นางสืบสาย เจนพานิชการ บริษัทอ่างทองคลังสินค้า
  398. นางพิมลา เจนพานิชการ บุนนาค เอ ไอ เอ
  399. นางอมรรัตน์ เจนพานิชการ Designer
  400. นางสาวกุหลาบ ศรีเกิด กลุ่มวังขนาย
  401. นางเรณู ชูวงษ์ กลุ่มวังขนาย
  402. นางสาวยุพิน ทิกิ๊ว กลุ่มวังขนาย
  403. นางสมจิต ทิกิ๊ว แม่บ้าน
  404. นายสาริกา คชทิพ โรงแรมแอคคอร์ด
  405. นางผุสดี วงศาโรจน์ แม่บ้าน
  406. นายโสภณ วงศาโรจน์ เกษียณ
  407. นางสิราณี สัตยายุตย์ แม่บ้าน
  408. นายวิสาศ สัตยายุตย์ เกษียณ
  409. นางอรนารถ ประกอบกิจ เกษียณ
  410. นางสุขุมาลี สิงหฤกษ์ เกษียณ
  411. นางอรวรรณ สัมมาพันธ์ เกษียณ
  412. นางสาวอำไพ ศาลีคุปต์ เกษียณ
  413. นางสาวรัชนี โปษยะคุปต์ อาชีพอิสระ
  414. นางพิมลพร นันทะ ข้าราชการเกษียณ
  415. นายบุญรัตน์ นันทะ เกษียณ
  416. นางไพลิน เกียรตินิรมิตร อาชีพอิสระ
  417. นางนพรัตน์ กรลักษณ์ เกษียน
  418. วรงค์ หลูไพบูลย์ ประชาชน
  419. จีรนุช เปรมชัยพร, เว็บไซต์ประชาไท
  420. ณภัค เสรีรักษ์
  421. นายชาตวิทย์ มงคลแสน ผู้อำนวยการสถาบันอิสานภิวัตน์/กรรมการผู้อำนวยการสมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน
  422. ดร.อธิวัฒน์ สินรัชดานันท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคไทย
  423. ผศ.ดร.อนุชา จินตกานนท์ นักวิชาการอิสระ
  424. ว่าที่ ร.อ.ภาดร ผลาพิบูลย์ ประธานชมรมนายทหารสัญญาบัตรนอกราชการ
  425. นายวรรณเฉลิม ชาววัง กรรมการสถาบันอิสานภิวัตน์
  426. นางกสิณา สริจันทร์ สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย
  427. นายประหยัด เสนวิรัช สำนักกฎหมายประหยัดทนายความ
  428. นายชัชวาล ไชยสิทธิ์ นักธุรกิจ
  429. นิอร มานะพันธ์โสภี ศิษย์เก่าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  430. สุรัชนี ยะโอษฐ์ โรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
  431. นายศรัณย์ วงศ์ขจิตร นศ. รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
  432. Pimkaeo Sundaravej
  433. พิมพ์ใจ เวศนารัตน์ พนักงานบริษัท ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  434. sasiwan chantasoontorn, grad student, brooklyn college NY
  435. Chavameth Vinijtrongjit University of Wisconsin – Madison Alumnus U.S.A.
  436. นายชนรรค์ เอื้อรักสกุล Madison, Wisconsin, USA.
  437. ปาณฉัตร เสียงดัง สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  438. ขนิษฐา กีรติภัทรกาญจน์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
  439. มาโนช รัมมะสินธุ์ อัยการจังหวัดผู้ช่วย สำนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
  440. Sopanis D. Cho, Indianapolis, IN
  441. มณีรัตน์ ตุลย์สถิตย์ศักดิ์
  442. แก้วตา เกิดดีลาภ พนักงานบริษัท U5OPPORTUNITYKNOCKS (THAILAND) Co., Ltd
  443. สุธี พลชัย อาชีพอิสระ
  444. สมชาย เกิดดีลาภ รับจ้าง
  445. บุปฝา เกิดดีลาภ รับจ้าง
  446. ดวงใจ บริสุทธิ์ พนักงานบริษัท Razorfish Partner Ltd.
  447. สุรพันธ์ แซ่ก๊วย อาชีพอิสระ
  448. กมลพรรณ เกิดดีลาภ แม่บ้าน
  449. ปัญจพร เทพนีรมิตร พนักงานบริษัท U5OPPORTUNITYKNOCKS (THAILAND) Co., Ltd.
  450. สมจิตร กันธะยศ พนักงานบริษัท U5OPPORTUNITYKNOCKS (THAILAND) Co., Ltd.
  451. ทวีลาภ พลชัย แม่บ้าน
  452. นายสมศักดิ์ อุนาวงศ์ 468/1 หมู่ 12 ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ 3700
  453. นายโกวิท แก้วสุวรรณ อาจารย์ประจำภาควิชานาฏยสังคีต คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์
  454. รวินทร์ คำโพธิ์ทอง 170/20 ซอยลาดพร้าว 58  วังทองหลาง กทม. 10210
  455. ประภาส สุขประเสริฐ 140/587 หมู่ที่ 4 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
  456. ตฤณ ไอยะรา
  457. วันดี กริชอนันต์
  458. พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  459. Miss. Tatporn Nernlop
  460. ดร. ปรีชา ลอเสรีวานิช คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  461. นีย์ อิ่มบุญ
  462. น.ส พรนิภา ยุวพันธุ์
  463. พิเชษฐ์ ปานดำ นักศึกษาปริญญาโท คณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
  464. รัตนาภรณ์ แจ้งใจดี เครือข่ายชุมชนชายฝั่งอ่าวพังงา
  465. นายอุหมาก ปานดำ อิหม่ามมัสยิดบ้านบางโรง ภูเก็ต
  466. นาย วีระเดช กำจัดดัสกร
  467. นายชัยพร ยงศิริ 429 ม 4 หมู่บ้านนครินทร์การ์เด้น ถ.ร่มเกล้า ลาดกระบัง กทม.
  468. นางสุดใจ ยงศิริ 429 ม 4 หมู่บ้านนครินทร์การ์เด้น ถ.ร่มเกล้า ลาดกระบัง กทม.
  469. น.ส.ปุญญิษา สุขวนิชย์เจริญ 100/97 หมู่ 11 เขตลาดพร้าว กทม. 10230
  470. นางราศรี คูหาวิไล 168 ซอยจรัลฯ 69 เขตบางพลัด กทม.10700
  471. นางธนิตา ทีฆะกุล 242/2 ซอยปรินายก สะพานวันชาติ เขตพระนคร กทม.10200
  472. น.ส.รัตนา นภีตะภัฎ 51/120 ซ.เอกทักษิณ 1 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12000
  473. น.ส.นารี นภีตะภัฏ 51/120 ซ.เอกทักษิณ 1 ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี 12000
  474. นางวัชรพร ทิศาภาค 264/3 ซ.ชักพระ 15 เขตตลิ่งชัน กทม.10170
  475. นายภาณุเดช ภิรมย์นิ่ม 78/5 หมู่ 4 ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
  476. นางณภัทร ภิรมย์นิ่ม 78/5 หมู่ 4 ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
  477. นายวรุต ภิรมย์นิ่ม 78/5 หมู่ 4 ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
  478. น.ส.ณฐพร ภิรมย์นิ่ม 78/5 หมู่ 4 ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
  479. พรภัทร อธิวิทวัส พนักงานบริษัท
  480. ธีรพงษ์ ชุมภูอินทร์ 339 ซ.วัฒนสุขนิเวศน์ บางกอกน้อย กทม. 10700
  481. Dhirawit Pinyonatthagarn Ph.D. (Linguistics) Institute of Social Technology Suranaree University of Technology Nakhon Ratchasima
  482. นายวรพงศ์ เกตกะโกมล Senior manager
  483. นางสมร เกษมสวัสดิ์ ข้าราชการบำนาญ อาจารย์ 3 ระดับ 8
  484. น.ส.ปิยนุช เกตกะโกมล Executive Secretary
  485. นุศรา วัชรารังสี
  486. ประทานพร ชูกลิ่น
  487. อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการนิเทศศาสตร์
  488. ศราวุธ ผดุงแสง และครอบครัว
  489. ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เว็บไซต์ประชาไท
  490. นายธเนศ องค์พิสุทธิ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  491. M.R. RURT AND MRS. NATTANIT GAMP, POSTFACH 1528, 8301 GLATTZERTRUM, SWITZERLAND
  492. ณัฐภัทร คำชาลี 5/6 ม.6 ซ.คุณพระ ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 10120
  493. พงษ์ ผาวิจิตร ทำงานส่วนตัว, เขียนหนังสือ
  494. เอกนรินทร์ ชุ่มจิตร พนักงาน บริษัทเอกชน
  495. ประไพ แจ่มสายบัว บริษัทอาควานิชิฮาร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
  496. นายวศัน อารยะกุล 160/25 หมู่บ้านเทพประทาน ต.บางกรวย อ.บางกรวย นนทบุรี
  497. พาฝัน ศุภวานิช นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และบรรณาธิการสำนักพิมพ์
  498. พิสิษฐ์ นิยมธรรมกิจ พนักงานบริษัทเอกชน
  499. น.ส. พรอินทร์ สารบรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  500. ไม้หนึ่ง ก. กุนนที กวี
  501. น.ส.วัณณิศรา อำมะเทศ บัณฑิตโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  502. นายสถิต ยอดอาจ
  503. ภญ.ปิยะฉัตร บุญพา เภสัชกรโรงพยาบาลอำเภอเพ็ญ จ.อุดรธานี
  504. เพ็ญลักษณ์ สุภมร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันทำงานกระทรวงพลังงาน
  505. พีระเชฎฐ์ พงษ์ศิริ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
  506. นายสุภัทร สุภัควณิช
  507. นายชนาวีร์ เจริญศิริ PhD. Candidate คณะรัฐศาสตร์ U-MDC (วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา) ม.ทักษิณ พนักงานหน่วยงานของรัฐ
  508. สุขชัย ไตรกิศยาโสภณ จ.นนทบุรี
  509. เจริญ วงศ์กวิน
  510. pitaya kuansathaporntawee
  511. วรภัทร ภัทรธรรม สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
  512. อภิรัตน์ ภวัครคุณ
  513. อธิฐ ภวัครคุณ
  514. อภิบุษ ภวัครคุณ
  515. ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ PhD candidate, University of Hawaii, USA.
  516. ทัศนีย์ ตนไพศาล พนักงานบริษัทเอกชน
  517. นส. ปีย์ เจนณรงค์ นักเรียน โรงเรียนอัสสัมชัญ คอนแวนต์ ลำนารายณ์ จ.ลพบุรี
  518. Ms. akkaranee niwatwart
  519. private company Bangkok
  520. Miss Jittima Prakaikietikul, Las Palmas de GRan Canarias,Spain
  521. นางสาวเมจิรา พงศ์หัวเกาะ นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  522. Thawatchai Netinitiwattanapong
  523. สงวน จุงสกุล
  524. พัชราพร กุศล พนักงานบริษัทเอกชน
  525. อัจฉราภรณ์ เวชยานนท์ 61/4 ซอยสวนเงิน ถนนพระรามที่ 6 ราชเทวี กทม 10400
  526. ชรินรัตน์ คำศรี เภสัชกร ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท คณะการจัดการเทคโนโลยีและวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  527. ศิวิไล คำศรี ข้าราชการครู จังหวัดอุตรดิตถ์
  528. จุมพล คำศรี เจ้าพนักงานองค์กรอิสระ จังหวัดอุตรดิตถ์
  529. ปิยนุช ตั้งวงศ์ศานต์ ประชาชน
  530. กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  531. prakaijan kamonthipsukont
  532. นางสาวสุวัสดี โภชน์พันธุ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  533. พ.ญ. สุภาภรณ์ ปวุฒิยาพงศ์ พทย์เอกชน
  534. นายชยากร เศษฤทธิ์  155 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  535. นายเซ็ง สัญจรเลิศ  54 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  536. นายถนัด ชาวเขา  184 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  537. นายหงษาธิราช เชื้อคำฮด  3 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ. มุกดาหาร
  538. นายเมืองกลิ้ง ศรีนิล  ม.3 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  539. นางสมดี เชื้อคมตา  163 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  540. นายสุริยศักดิ์ ศรีสว่าง 100 ม.5 ต.สระพังทอง อ.เขาวง กาฬสินธุ์
  541. นายมิถุนา รินโพคา  163 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  542. นายวัฒนา ชาวป่า   71 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ. มุกดาหาร
  543. นายสาร ชาวดง  65 ม.7 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  544. นางคูณ ข่าสะโปน  113 ม.3 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  545. นายวิชา อวนวัง  66 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  546. นายแกะ รินโพคา  82 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  547. นายธงชัย ชาวเขา   181 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  548. นายบัวไล ชาวเขา  39 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  549. นายสีพัน ชาวเขา  2 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  550. นางกิตติยา อนันตบุตร  139 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  551. นางภาวิณี วงศ์ชมภู  92 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  552. นายแจ ชาวเขา  83 ม.6 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  553. นายวิรัตน์ วงศกระโซ่  18 ม.7 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  554. นางอรวรรณ สิงห์ชัย  66 ม.7 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  555. นายทวิน ชาวป่า 38 ม.3 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  556. นายไกรทอง สิมสินธ์  32 ม.3 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  557. นายเจ้ง ชาวดง  31 ม.3 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  558. นายอาทร ปุชทะตัง 66 ม.6 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  559. นายชื่น ชาวดง  16 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  560. นายสุภาพ ไพศาล 81 ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  561. นายทองใบ คนตรง  ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  562. นายวันทอง ชาวเขา ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  563. นายชำ ชาวดง  ม.6 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  564. นายดี ชาวเขา  ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  565. นายชุม เชื้อกระโซ่ ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  566. นายสมัย โพนสาลี ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  567. นางอ่อนตา ศรีลำดวน ม.7 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  568. นางเสริญ ชาวเขา  ม.6 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  569. นางคำพัง รินโพคา ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  570. นายสุริยา อุปครุธ  209 ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  571. นายภานุพงศ์ สิมสินธุ์  ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  572. นายมุนลี ชาวดง ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  573. นายราเชนทร์ สิทธิ  ม.4 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  574. นายพิษณุ กองศรี  ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  575. นายวินิตร์ ไชยเพชร  ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  576. นายกิตติ สุพร  ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  577. นางสมฤทธิ์ รินโพคา ม.9 ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
  578. ศิริพร บุญผาตินาถ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  579. ศิริพร บุญผาตินาถ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  580. นางศิริรัตน์ ปรมาพร บ. ไทยโบแนนซ่า
  581. บรรพต อึ๊งศรีวงษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  582. มัลลิกา พรหมจันทร์ คณะอักษรศาสตร์(เอเชียศึกษา) มหาวิทยาลัยศิลปากร
  583. Chamaiporn Chatchvasvimol Hannover / Germany.
  584. น.ส.วัจนา ลือวัฒนานนท์ ประชาชน จ.แพร่
  585. อิทธิพล หอมเกษร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
  586. นายณัฐวุฒิ ทวีธนกิจ นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  587. นาย วิศรุทร บุญพา ประชาชน
  588. น.ส. ภัทราภรณ์ บุญพา พนักงานบริษัทเอกชน
  589. ภญ.ศรีสกุล สิทธิกานต์ เภสัชกร รพ.นครพนม จ.นครพนม
  590. ภญ.จันทร์เพชร ราชดา เภสัชกร รพ.มหาสารคาม จ.มหาสารคาม
  591. ภญ.นิตยา จันดารักษ์ เภสัชกร รพ.ยโสธร จ.ยโสธร
  592. ภญ.กัลยา วงศ์วาน เภสัชกร รพ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ
  593. กมลรัตน์ โชติสูงเนิน สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
  594. พลพิบูล สตางค์พุฒิ
  595. บดินทร์รัตน์ จันทน์ขาว คณะพาณิชยศาสตร์เเละการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  596. Supatta Hongpattarakeeree119/68 345 Rd. Bangkuwat. Moung. Phathumtany 12000
  597. อุ่นฮ้ง ลิ้ม
  598. นายตุลย์ ไตรยสรรค์ บริษัท ดรีมแลนด์ พร็อพเพอตี้ จำกัด
  599. saharee chelong ; คพช.
  600. นายประดิษฐ์ พูลสาริกิจ กราฟฟิคดีไซเนอร์ บ.เนชั่นมัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน)
  601. Pornsawan Chanvoraset, Bangkok
  602. พรรษพร อยู่เรืองเดช นักศึกษาชั้นปีที่๑ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  603. นาย ภาณุวิชญ กล้าชุ่ม 29/143 แขวงหนองแขม เขตหนองเขม กรุงเทพฯ 10160
  604. นายดนุช วัลลิกุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  605. นายสุพจน์ ชุณหโชติอนันต์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  606. สมชาย จตุรานนท์ พนักงาน บริษัท ซีบา
  607. อ.บัณฑิต ไกรวิจิตร อาจารย์แผนกวิชา สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
  608. ยุพิณ ติระธนะพิบูลย์ นนทบุรี
  609. นายโกมล เดชปกเกศ พนักงานธนาคาร
  610. นายชวนิดท์ คงมั่น 20/3 ม.7 ถนนสุขุมวิท ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง 21190
  611. นายภิศิษฐ์ วงศ์ทอง กลุ่มเกษตรก้าวหน้าเลี้ยงแพะ จ.อุตรดิตถ์
  612. น.ส.พรทิพย์ บุญโฉม อาชีพรับจ้าง
  613. นายเกรียงไกร ปานสีทอง ศิลปินอิสระ จ.เพชรบูรณ์
  614. น.ส.ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์
  615. บัณฑิต คุปพิทยานันท์ อดีตอุปนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2524
  616. กิตติศักดิ์ สฤษดิสุข คนไทยในเมลเบิร์น, ออสเตรเลีย
  617. ภก. รักษ์ วงษ์สาคร เภสัชกร กทม.
  618. เสาวณิต จุลวงศ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  619. เดือนฉาย อรุณกิจ มหาวิทยาลัยพายัพ
  620. เจตน์ เศรษฐฐิติ reset group
  621. นางสาว นนทลิดา คุ้มวรกุล นักศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  622. ภญ.อรุณ ทนุการ โรงพยาบาลโพนทอง อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด
  623. อนุชิต ตุระภาพ 420/2 หมู่ 1 ต.ริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
  624. น.ส.พนาลัย ผาจวง ข้าราชการ จ.อุดรธานี
  625. น.ส.สุจิตรา โพธิ์พรม ข้าราชการ จ.อุดรธานี
  626. น.ส.เมธาวี บัวบกหวาน ข้าราชการ จ.อุดรธานี
  627. กฤช เหลือลมัย วารสารเมืองโบราณ
  628. กรพินธุ์ ชัยมงคลานนท์, ศิษย์เก่า พาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์
  629. นายสันติภาพ กุลสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โอเดี่ยน สยาม จำกัด
  630. นายวงค์เทวัณ จันทกาญจน์ อักษรศาสตร์บัณฑิต อักษรฯ ศิลปากร ศิษย์เก่า รุ่น 36
  631. งามวัลย์ (สืบสงวน) ทัศนียานนท์ ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์จุฬาฯ รุ่น 19
  632. ยุวดี จาดชลบท ข้าราชการสำนักงานอัยการสูงสุด
  633. นายฐานิต บูรณ์เจริญ พนังงานบริษัทเอกชน
  634. วีระ นิ่มอนงค์ 160/2 ถนนศรีอุทัย อำเภอเมือง กรุงเทพ
  635. ยุพาพร สิมมาโคตร 21/2 หมู่ 9 ซอยเพชรเกษม 60/2 ถนนเพชรเกษม แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กรุงเทพ
  636. ธีนิตย์ เทศคง 49/73 นิมิตรใหฒ่ 40 ถนนนิมิตรใหม่ แขวงสามวาตะวันออก แขวงคลองสามวา กรุงเทพ
  637. ชัยยุทธ ตนะศุภผล โรงแรมแกรนด์เดอวิวล์ 903 ถนนมหาไชย แขวงวังยูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพ
  638. สายสุณีย์ ศรียะสุวรรณ์ 44/50 ซอยลาดพร้าม 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจัตุจักร กรุงเทพ
  639. ผัดษา สุธรรมฤทธิ์ 234 สน.จักรวรรดิ ถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ
  640. ชนัฐพัชร ชนิฎฐาโรจน์ 48/39 ม.บุญทวิกออเงิน สายไหม ก กรุงเทพ
  641. สุวิมล อรรถสิษฐ์ 157 ซอยผาสุข 1 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจัตตุจักร กรุงเทพ
  642. บุญญารัตน์ รักเหล่า 939 บ้านปรีชา ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไทย กรุงเทพ
  643. นัทธมน ศิริรวาท 164/44 ซอยเพชรเกษม 14 แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ
  644. เสาวลักษณ์ กรุงเทพ
  645. วิไลวรรณ กรุงเทพ
  646. กรณ์ ชินสวนานนท์ 37/78 ม.เสรีวิลล่า ถนนศรีนครินทร์ หนองบอน ประเวศ กรุงเทพ
  647. สมบูรณ์ ชินสวนานนท์ 37/78 ม.เสรีวิลล่า ถนนศรีนครินทร์ หนองบอน ประเวศ กรุงเทพ
  648. ณรงค์ เขตต์คำแดง 39/22 หมู่ 10 บางพรม ตลิ่งชัน กรุงเทพ
  649. ชัยเดช ใจวงศ์เพ็ง 79/32 ซอยราชวิถี 1 ถนนรางน้ำ แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ
  650. ชาติพรรณ์ ศรีอภิรมย์ 102/10 หมู่ 8 ซอยสังคม 1 ถนนโชคชัย 4 แยก 6 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ
  651. ทิวา บุญวรรณศิริ 99 นาธานีซอย 1 ถนนเสรีไทย แขวงคันนาวา เขตคันนาวา กรุงเทพ
  652. ฐาวดี ยิ้มพงษ์ 49/3 หมู่ 5 ถนนสายไหมซอย 1 สายไหม กรุงเทพ
  653. งามแข สัทรบุญเรือง 63/17 อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพ
  654. กฤษฎา จงรักษ์ 18/32 ม.รามอินทรา 71 ซอยสยามธรณี ถนนคู้บอน แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพ
  655. เพ็ญศรี สินธุเป็ง 18/32 ม.รามอินทรา 71 ซอยสยามธรณี ถนนคู้บอน แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพ
  656. สุภาพรรณ เอาจา 18/32 ม.รามอินทรา 71 ซอยสยามธรณี ถนนคู้บอน แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพ
  657. พิชาภพ อาจมิยศ 6005/14 ซอยประชาสงเคราะห์ 11 ถนนประชาสงค์เคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพ
  658. อชิระ อ่อนขล่ำพละ 34/221 โชคชัย 4 ซอย 36 ลาดพร้าว กรุงเทพ
  659. มนตรี วิชัยมา กองพัฒนาบริหารงานบุคคล อาคาร 1 ชั้น 17 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพ
  660. บังอร กาหลง 35/204 ม.ราณี 5 หมู่ 3 ซอยสุคนธสวัสดิ์ ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ
  661. บุญส่ง โพธิวรรณ กรุงเทพ
  662. ณัฐวรรณ กาหลง 35/204 ม.ราณี 5 หมู่ 3 ซอยสุคนธสวัสดิ์ ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ
  663. ไกรทอง โพธิ์ตาด กองตรวจสอบและทะเบียนประวัติ อาคาร 1 ชั้น 17 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพ
  664. ชัยสิทธิ์ กาหลง สำนักงานคณะกรรมการฯ อาคาร 1 ชั้น 17 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพ
  665. มาเรียม อาลีดาบ 24 ลีลม 11 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพ
  666. ชูชาติ อาลีดาบ 24 ลีลม 11 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพ
  667. นุสรัตน์ อาลีดาบ 24 ลีลม 11 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพ
  668. ราฮัท อาลีดาบ 24 ลีลม 11 ถนนสีลม บางรัก กรุงเทพ
  669. เอม พิริยพัฒน์ 117/1 ถนนสุขุมวิท 64/1 วัฒนาสมบัติ บางจาก พระโขนง กรุงเทพ
  670. สัณฐิติ กาหลง 35/204 ม.ราณี 5 หมู่ 3 ซอยสุคนธสวัสดิ์ ถนนสุคนธสวัสดิ์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ
  671. จ. กัพหลง 92/15 ซอยรวมญาติ หลักสอง บางแค กรุงเทพ
  672. บุปผา กรุงเทพ
  673. ราชาวดี สิริโยธิน 252/6 อาคารเมืองไทยภัทร ตึก 1 ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ
  674. คัทลิยา เจมวัยเอส 44 สุขุมวิท 3 ซอยนานาเหนือ คลองเตย กรุงเทพ
  675. อาบีดา เจมวัยเอส 44 สุขุมวิท 3 ซอยนานาเหนือ คลองเตย กรุงเทพ
  676. ประพันธ์ พันธุ์เสือ 14/2421 ซอย 89 ม.บัวทองธานี กรุงเทพ
  677. ธัญญาภัค พคินนกแสง 43/299 ถนนรามอินทรา อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพ
  678. ปรียา วอนขอพร 39/8 หมู่ 13 ซอย 78 ถนนโชคชัย 4 ลาดพร้าว กรุงเทพ
  679. วรวรรณ ปาทะวงค์ 244/223 หมู่ 3 ถนนรามอินทรา 5 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางแขน กรุงเทพ
  680. จิราพร วราพิศิษฐ์ 34/359 หมู่ 1 ซอยวัดเลา ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ
  681. อัญวีณี พวงมะลิ 29/1 ตรอกท่าวัง ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพ
  682. ศิวสกร อ่อนสีดา 1/1 President Place Klangsarn BKK กรุงเทพ
  683. ฉลองชัย บรรณชาติ 1092 ห้อง 503 พีเคแมนชั่น ซอย 26 ธนบุรี กรุงเทพ
  684. ปิยธิดา ท่วมโชติ 120/8 ถนนวังเดิม ซอยวัดหงส์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพ
  685. สุวัสส์ สุธีรเจษฎา 244/300 หมู่ 3 ถนนรามอินทรา 5 เขตบางเขน กรุงเทพ
  686. วรีย์ สุธีรเจษฎา 244/223 หมู่ 3 ถนนรามอินทรา อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพ
  687. วีระชัย สิริลักษณ์ ซอย 107 ถนนลาดพร้าว เขตบางกระปิ ศิษย์เก่ารัฐศาสตร์รุ่น 14 มธ. กรุงเทพ
  688. พรสรรค์ ศรีวาริ 4/871 ถนนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม ศิษย์เก่าม มธ. กาญจนบุรี
  689. อริสา ปานสุวรรณ กาญจนบุรี
  690. โอเล่ เข้มแข็ง กาญจนบุรี
  691. ชุติมา สาระศาลิน กาญจนบุรี
  692. นฤดี แซ่เจา กาญจนบุรี
  693. ระวี รักษ์พรรณ กาญจนบุรี
  694. ปวริศ บุญขำ กาญจนบุรี
  695. ปุณยาพร ม่วงลับ กาญจนบุรี
  696. พสธร ดีคล้าย กาญจนบุรี
  697. สุวรรณี ศรีอุบล กาญจนบุรี
  698. สกุนตลา ทิมทอง ขอนแก่น
  699. อาทร จิตสว่างธรรม 12 หมู่ 14 ตำบลเมืองเก่า ถนนเลี่ยงเมือง อำเภอเมือง ฉะเชิงเทรา
  700. แดง ลี่เส็ง 51 หมู่ 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนม ฉะเชิงเทรา
  701. พิภพ อุดมเดช 3 หมู่ 2 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา
  702. ดัมพ์รงค์ วิริยะสถิตย์ 631 หมู่ 2 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา
  703. จักรวาล ศรีสุข 487/8 ถนนศุภกิจ ตำบลหน้าเมือง ฉะเชิงเทรา
  704. อุทัย ตุลวรรธนะ อำเภอเมือง ฉะเชิงเทรา
  705. ไพบูลย์ศักดิ์ พานำมา ถนนพาณิช อำเภอเมือง ชลบุรี
  706. อำไพ เทศสมบูรณ์ 82/22 ซอยสัตหับสุขุมวิทย 69 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ เชียงใหม่
  707. สฤษดิ์ชัย ฝิ้นเต็ม 49 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ อำเภอเมือง นครปฐม
  708. อุทัยวรรณ ด้วงเงิน ศูนย์วิจัยพืชผักเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอกำแพงแสน นครปฐม
  709. ธนากร อยู่เจริญ 104 หมู่ 18 ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน นครปฐม
  710. ถาวร อยู่เจริญ 105 หมู่ 18 ตำบลบางหลวง อำเภอบางเลน นครปฐม
  711. อารีย์ พลอยน้อย 509 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมือง นนทบุรี
  712. เจริญ อยู่เจริญ 41/1 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  713. สมคิด สิงหพล 41/1 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  714. สุนันทิดา สิงหพล 41/1 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  715. สุชาดา สิงหพล 41/1 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  716. สมใจ ปั้นสมบุญ 90/6 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  717. นราพร ปั้นสมบุญ 90/6 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  718. สาลี่ ปั้นสมบุญ 90/6 หมู่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย นนทบุรี
  719. ปรีชา สิทธิกิจ 30/8 หมู่ 9 ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ ปทุมธานี
  720. นารีรัตน์ บุราณรมย์ 389 หมู่ 5 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี ปทุมธานี
  721. นฤมล พิลาแหวน 165 ซอยรังสิต นครนายก 58 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี ปทุมธานี
  722. เลี่ยม หวังช่วยกลาง 166 ซอยรังสิต นครนายก 58 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี ปทุมธานี
  723. จิคาภา อู่เงิน 225/40 หมู่ 3 ตำบลคูศา อำเภอลำลูกกา ประจวบคีรีขันธ์
  724. รัชนี เรืองสว่าง 55/1 หมู่ 6 ตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  725. มนตรี เรืองสว่าง 55/1 หมู่ 6 ตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  726. ชุสม ประจวบเหมาะ 579 กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  727. นิดา สุรีอมพะ 816 หมู่ 7 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  728. ศรีจันทร์ ลายศรี 800 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  729. ชนันท์ภัทธ์ แถมมี 800 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  730. อุดมวิศว์ แถมมี 800 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  731. มณี ดาราวงศ์ 801 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  732. เชือน จันทร์ศรี 486 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  733. สายหยุด ขอสุข 487/2 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  734. ธีรศักดิ์ สายเพ็ชร์ 816 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  735. สมพล 289 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  736. ทองขุน รัตนเมตตา 756 หมู่ 7 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  737. จรูญ รัตนเมตตา 756 หมู่ 7 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  738. อดิศักดิ์ สุทธารคฤง 611 หมู่ 1 กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  739. เฉลิม ศรีสมบูรณ์ 94/1 หมู่ 6 ตำบลกุยบุรีเหนือ อำเภอกุยบรี ประจวบคีรีขันธ์
  740. จินตนา ถาวรนันท์ 312 หมู่ที่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  741. สุมล นิลดำ 537 หมู่ที่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  742. อำนวย ยิ่งรา ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  743. ประชัน ประจวบเหมาะ 452 หมู่ที่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  744. สมนึก สกุลปิ่น 312/7 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  745. สุรจิต ถาบสม ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  746. อำพล บุญส่ง 325 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  747. เชาว์ เดชา 543 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  748. จินดา เดชา 543 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  749. สมิหรา เดชา 543 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  750. จิตรลดา เดชา 543 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  751. วิรัช นาคเงิน 256/7 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  752. ชลอ สุขสุวรรณ 453 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  753. ชูศรี คล้ายสินย์ 87 หมู่ 6 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  754. นพพร พันพินิจ 366 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  755. รุจิรดา เวทยนุกูล 312/1 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  756. มะลิวัลย์ ถาวรนันท์ 312/1 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  757. ทิพธนาน แสงรุ้ง 316 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  758. บรรจง ถาวรนันท์ 330 หมู่ 1 ตำบลกุยบุรี อำเภอกุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์
  759. นพันธ์ ตั้งธรรม 29 หมู่ 5 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์
  760. นิรมล บำรุงจิตต์ 111 หมู่ 9 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก ประจวบคีรีขันธ์
  761. พินิจ สมประสงค์ 11/96 เพชรเกษม เพชรบุรี
  762. สมฤดี อัศวินวิภาค 64 หมู่ 11 บ้านร่องเพดา ตำบลสกโบสถ์ อำเภอสกโบสถ์ ลำปาง
  763. ป้าสอง แซ่แห่ว อำเภอเมือง ลำปาง
  764. รุจิกิตต์ เสมอเชื่อ 380 ถนนพหลโยธิน อำเภอเมือง สมุทรปราการ
  765. ทัพชัย มุขประภาค 593/39 หมู่ 1 ถนนเทพารักษ์ ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง สุพรรณบุรี
  766. ประมลชัย เหมือนปวง สุพรรณบุรี
  767. ภัคจิรา จารุรัชตเมธา สุพรรณบุรี
  768. โสภิต แง่พรหม สุพรรณบุรี
  769. วุฒิพงษ์ ขาวพันธ์ สุราษฏร์ธานี
  770. เฉลา ยิ้พงษ์ 96 หมู่ 7 ตำบลโคกพุทธา อำเภอโพธ์ทอง อุทัยธานี
  771. รัชชานนท์ สุดยอด
  772. นพรัตน์ ผิวดี
  773. ประพัฒน์ จารุจันทร ข้าราชการบำนาญ ศบ.ปี 03 ลูกศิษย์อาจารย์ป๋วย
  774. ชนม์ธิดา อุ้ยกูล นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  775. นพ.เกรียงศักดิ์ ลาภจตุรพิธ ธุรกิจส่วนตัว
  776. ดร.ชัญชนา ตั้งวงศ์ศานต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  777. อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระ
  778. ชนม์ธิดา อุ้ยกูล นักศึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  779. สิทธิเดช ทองมีค่า 53 หมู่3 บางคู้ ท่าว้ง ลพบุรี
  780. นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
  781. ชาญชัย เห็นพิทักษ์ ศิษย์เก่า วิศวะจุฬา รหัส29
  782. สุวรรณี ตั้งวงศ์ศานต์ ศิษย์เก่าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 2509
  783. นวลจันทร์ สุรพฤกษ์ ศิษย์เก่าคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 2513
  784. นายอภิชาติ อิงค์กิตติ PUMP SYSTEM FLUX&SPECK CO.,LTD.181/4 ซ.อนามัย ถ.ศรีนครินทร์ สวนหลวง กรุงเทพฯ
  785. นางวิไลลักษณ์ วัฒนไกร นักสถิติ
  786. นายจตุรงค์ วัฒนไกร ศิลปินอิสระ
  787. นางอรวรรณ ผากา ข้าราชการเกษียนอายุ
  788. เขมนิจ เสนาจักร ภาคธุรกิจเอกชน
  789. เทวัญ สุวานิช หัวหน้างานอายุรศาสตร์หัวใจ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  790. วสันต์ กังวานศุภพันธ์ 310 ถ.ธนสาร อ.เมือง จ.สุรินทร์
  791. นายศุภพงษ์ วานิชพงษ์พันธุ์ ธุรกิจส่วนตัว
  792. นายธนันท์ อุนรัตน์ PhD. Candidate คณะรัฐศาสตร์ U-MDC(วิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนา) ม.ทักษิณ พนักงานบริษัทเอกชน
  793. นายวันปิยะ พลนรา นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์(บางเขน)
  794. ส.อ.ชญานิน โสดามุข นักศึกษารัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (การปกครองท้องถิ่น) รุ่นที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ
  795. นายอภินันท์ เกาสุรัตน์ นักศึกษาปริญญาโท คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  796. นายสันติ ศรีจันทร์สุข อาชีพ วิศวกร 81/3 รามอินทรา 21 อนุสาวรี์ บางเขน
  797. นางลักษาณา ศรีจันทร์สุข 81/3 ซอยรามอินทรา 21 อนุสาวรี์ บางเขน กทม.
  798. นายเกรียงไกร วังปรีชา Stockholm Sweden
  799. เอิบจิตต์ หอมถาวร Educator, Dallas Independence School District, Dallas, Texas, USA
  800. วิราว์ วัฒนกิจ กลุ่มศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน จ.ตรัง
  801. สิทธิโชค สิริถิรนัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 43
  802. นายชยานนท์ จุลโลบล พนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่ง นิติกรอาวุโส บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
  803. นายนรินทร์ ทะดวงสอน เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  804. นายทัศนัย อังศุธร 123/5 ม. 2 ต.ทับมา อ.เมืองจ. ระยอง 21000
  805. นางเตือนใจ อังศุธร 123/5 ม. 2 ต.ทับมา อ.เมืองจ. ระยอง 21000
  806. นางสาวพิมพ์ลภัส อังศุธร 123/5 ม. 2 ต.ทับมา อ.เมืองจ. ระยอง 21000
  807. นายณัฐชนนท์ อังศุธร 123/5 ม. 2 ต.ทับมา อ.เมืองจ. ระยอง 21000
  808. จิตระวี ช่วยยิ้ม อำเภอไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
  809. พิชากร พิมลเสถียร นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ พนักงานบริษัทเอกชน
  810. นายสุรัตน์ สิงห์ดง STOCKHOLM SWEDEN
  811. นายวรัญญู โพธิ์มูล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  812. นายอดิศร กรอบกระจก คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  813. ปรินดา วานิชสันต์ ธุรกิจส่วนตัว อ.ขลุง จ.จันทบุรี

กิติภูมิ จุฑาสมิต

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันได้กลายเป็นวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญที่ยากจะฝ่าข้ามพ้นไป นำมาซึ่งความโกลาหลวุ่นวายทางการเมือง ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกในสังคม อันล้วนเป็นเหตุที่เกิดมาจากสภาวะอนารยะไร้กฎหมาย และการละเมิดสิทธิเสียงของประชาชนส่วนใหญ่อย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มบุคคลคณะเดิม ๆ ที่เคยสร้างสถานการณ์จนเกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 มาแล้ว

วิกฤติการณ์ครั้งนี้ ได้กลายเป็นเหตุรุนแรงจนถึงเลือดเนื้อและชีวิต เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่าง “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และติดตามมาด้วยการฆาตกรรมกลางเมืองโดยกลุ่มฆาตกรโหดเสื้อเหลือง “การ์ดพันธมิตร” ที่กลุ้มรุมทำร้าย นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไธสง อย่างทารุณโหดร้ายอำมหิตผิดมนุษย์ ด้วยพฤติกรรมขี้ขลาด “หมาหมู่” ทุบตีด้วยอาวุธจนนายณรงค์ศักดิ์ เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุข้างถนนอย่างน่าเวทนา ไม่ผิดกับวีรชน 6 ตุลาคม 2519 ที่ได้สละชีวิตเพราะฝีมือของมวลชน “ขวาคลั่ง” ในอดีต (ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มฆาตกรโหดเมื่อ 32 ปีก่อนกับปีนี้ ล้วนดั้รบการหนุนหลังโดยคน ๆ เดียวกัน นั่นคือ 1 ในแกนนำพันธมิตรฯ – พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ยังมีทีท่าว่าจะรุนแรงขึ้นจนอาจไปจบลงที่การรัฐประหาร และ/หรือสงครามกลางเมือง ก็ไม่มีใครกล้าจะคาดเดา กับสถานการณ์เช่นนี้ ทางกลุ่ม “ปีกซ้ายพฤษภาฯ” มีข้อเสนอ เพื่อยุติความรุนแรง และฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองให้กลับมาเป็นปกติสุข ดังนี้

1. ข้อเสนอต่อ “พันธมิตรฯ”
1.1 มอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสงบ และโดยไม่มีเงื่อนไข
1.2 ออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที
1.3 ยุติการละเมิดสิทธิของประชาชนไทยตลอดไป

2. เมื่อ “พันธมิตรฯ” ได้กระทำการตามข้อ 1 แล้ว ทางรัฐบาลจะต้องประกาศยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันทีเช่นกัน

3. เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องดำเนินคดีกับกลุ่มฆาตกรโหดเสื้อเหลือง “การ์ดพันธมิตรฯ” ให้ถึงที่สุด

4. ผู้นำนปช.ที่สั่งเคลื่อนขบวนจะต้องรับผิดชอบกับการเคลื่อนขบวนไปปะทะกับพันธมิตรฯ ด้วยเช่นกัน ทั้งทางอาญา, แพ่ง และทางการเมือง

5. สถานบันหลักต่างๆ ของชาติ ไม่ควรวางเฉยหรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนี้
5.1 สถาบันศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดก็ตาม สมควรออกมาให้สติกับสังคม ต่อต้านความรุนแรง ทั้งทางกาย วาจา ใจ และความรุนแรงทางโครงสร้าง รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงการถือฝักฝ่ายทางการเมือง
5.2 สถาบันกษัตริย์ ส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งที่ทำให้ปัญหาทางการเมืองในช่วง 5 ปีนี้รุนแรงขึ้น ล้วนเกิดจากการที่ฝ่ายพันธมิตรฯ แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างศัตรูทางการเมือง และสร้างความชอบธรรมกับฝ่ายตนเองที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ
สภาพเช่นนี้ ทำให้ตลอดช่วงวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเสื่อมพระเกียรติลงอย่างมาก ทั้งในสายตาของชาวโลกและในสายตาของประชาชนไทยเราเอง เพราะข้ออ้างของพันธมิตรฯ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกมองว่า เข้ามาแทรกแซงทางการเมือง และทางอื่น ๆ
ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักพระราชวัง และสำนักราชเลขาธิการ ต้องมีความกล้าหาญและฉับไวที่จะปฏิเสธหรือแก้ข้อกล่าวอ้างสามานย์เหล่านั้น เพื่อรักษาพระเกียรติ และเพื่อป้องกันมิให้สถานบันพระมหากษัตริย์ถูกใช้เป็นเครื่องมือเข่นฆ่าทำลายล้างกันทางการเมืองอีก
5.3 ศาลยุติธรรมต้องยุติกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” ทันที หันกลับมาสู่การตัดสินพิจารณาคดีตามหลักกฎหมาย อวยความยุติธรรมให้เสมอหน้ากับทุกกลุ่มทุกชนชั้น
5.4 สื่อมวลชนควรทบทวนบทบาทการ “เลือกข้าง” ของตน เราเห็นด้วยว่า สื่อมวลชนมีสิทธิที่จะเลือกข้างได้ แต่สิ่งนี้จะต้องมีเฉพาะในส่วนของ “ความเห็น” เท่านั้น สื่อมวลชนไม่มีสิทธิ์ที่จะบิดเบือน “ข้อเท็จจริง” ปกปิด “ข้อเท็จจริง” หรือแต่ง “ความเท็จ” ประเด็นการแต่งภาพ “ปืนจ่อหัว” ควรได้รับการตรวจสอบทั้งจากสภาวิชาชีพ และการรมการที่เป็นกลางอย่างเร่งด่วน
5.5 นักวิชาการไทยสมควรมีความกล้าหาญที่จะ “สวนกระแส” กล้าหาญที่จะยืนยันจุดยืนทางวิชาการต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ กล้าที่จะยืนหยัดอยู่ร่วมฝ่ายเดียวกับประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ให้สติปัญญากับสังคม โดยปราศจากอคติ

ข้อเสนอเหล่านี้เป็นเพียงข้อเสนอเฉพาะหน้า เพื่อป้องกันความรุนแรง และสงครามกลางเมือง ที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังว่าจะได้รับการพิจารณาจากทุกฝ่ายในสังคมไทยด้วยสติไตร่ตรอง

หมายเหตุผู้เขียน

บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2551 ในงานสวดพระอภิธรรมคุณณรงศักดิ์ กรอบไธสง
แต่เนื่องจากผู้เขียนมีปัญหาด้านการประสานงานกับ กองบรรณาธิการฯ จึงทำให้บทความลงล่าช้า อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ผู้เขียนยังหวังว่าเนื้อหาบางส่วนในบทความอาจยังพอมีประโยชน์ต่อผู้อ่านอยู่บ้าง จึงใคร่ขออภัยต่อผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้

ที่มา : ประชาไท